จาก ภาคก่อน ตอนนี้มาถึงส่วนที่ เป็นสาเหตุในการเขียน blog จริงๆ จังๆซะที (นี่ฉันนั่งอารัมภบทยืดยาวเพื่อเขียนเรื่องนี้สินะ....) ตอนก่อนนี่บรรยายถึง ถ้าเกิดคุณเดินไปร้านขายอาหารพบเจอกับ ถุงอาหารแมว อาหารหมาเต็มร้านแล้วก็นั่งมองยืนมองอย่างงงๆๆ ว่าจะใช้สูตรไหน ให้กับแมวหมา…
ต่อไปนี้คือวิธีการ “อ่านฉลากอย่างฉลาด” เราจะมา “จับผิด” อาหารเม็ดกัน !! (แสรดด ใครเป็นเซลล์ขายอาหารหมาอาหารแมวไม่ต้องเข้ามาอ่านมานะ)
เมืองไทย เท่าที่เห็นในร้านขายอาหารสุนัข ตอนนี้เราจะมีแบ่งหลักๆ เป็น 3 เกรด คือ
1 ) เกรด Commercial เป็นอาหารทั่วๆไป ใช้ของเหลือจากการผลิตอาหารคนมาทำเป็นอาหารสัตว์ ได้แก่พวกที่มีขายตาม supermarket ต่างๆเช่นยี่ห้อ “Tesco”, “CP”
2) เกรด Premium เกรดพรีเมียมจะราคาแพงกว่าเกรด commercial เพราะจะใช้วัตถุดิบดีขึ้นมาจากธรรมดา อาจจะใช้ By product บ้าง แต่หลักๆแล้ว แหล่งโปรตีน ควรจะมาจาก เนื้อสัตว์เป็นหลักแต่อาหารกลุ่มนี้จะต้องมี การ Guarantee ถึงปริมาณสารอาหารที่อยู่ในถุง และมีส่วนผสมครบถ้วนตามที่อ้างอิงไว้ทุกประการ มีการบอกอายุสินค้า (วันหมดอายุนั่นล่ะ) และรวมถึงมีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อฝ่ายลูกค้าได้
3) เกรด Holistic อาหารเกรดนี้คือการใช้เนื้อสัตว์เป็นหลัก และเนื้อสัตว์ที่ใช้จะไม่ใช่วัตถุดิบเหลือจากการผลิต (By product) เช่น เนื้อไก่ก็เนื้อชิ้นๆ มาทำให้แห้งแล้วปรุง ไม่มีส่วนผสมของ หงอนไก่ ตูดไก่ กระดูกไก่ เครื่องในไก่ โดยการการันตี จะลึกกว่า ไม่วิเคราะห์แล้วโปรตีน มันหยาบไป นี่เลย เราเน้นที่ “กรดอะมิโน” ที่ร่างกายสัตว์จะได้จากการย่อยโปรตีน ว่าอาหารของเราเน้นแน่นอนว่าย่อยแล้วได้กรดอะมิโนที่สำคัญครบถ้วน มีการเติมสารอาหารที่เหมาะสม เช่นกลุ่ม DHT หรือโอเมก้า กรุ๊ปทั้งหลายทั้งปวง เติม prebiotic, probiotic ตามแต่บริษัทท่านจะสรรหามาให้ลูกค้าเชยชม
เท่าที่ฟังดูดีสุดจะเป็นกลุ่มสาม หรือ holistic grade ตามด้วยราคาที่หรูเริดทรมานกระเป๋าเจ้าของสัตว์เลี้ยง กับกลุ่มสองที่อาจจะถูกกว่ากันนิดหน่อย แต่ก็โอเค สบายๆ มีให้เลือกสรรค์ตามแต่ความต้องการช็อปปิ้งของเจ้าของหมา… (เราเคยซื้อ premium ราคากระสอบละ 1700 บาท, Holistic grade สามารถ อัพราคาไปได้ถึงราคา 3000 บาท ต่อกระสอบนึง 1กระสอบ ประมาณ 15 กิโลกรัม กินได้ประมาณเดือนนึง เพราะเราเลี้ยง golden retriever)
จากสาเหตุของความทุ่มเทหน้ามืดของผู้บริโภค ทำให้บริษัทอาหารสัตว์หลายแห่ง ที่ผลิตอาหารเกรดธรรมดา (commercial grade) ก็พยายาม ดึงตัว ถีบตัว แถตัวมาอยู่ในเกรดที่เรียกว่า Premium grade เต็มที่สุดชีวิตทีเดียวเจียวนะเจ้า ( ตามอ่านตอนท้ายๆสิ แล้วจะบรรยายให้ฟัง วะฮะๆๆๆ)
สิ่งต่อไปที่คุณควรรู้ก่อนจะอ่านฉลาก
อาหารสัตว์ในบ้านเรา มีทั้งผลิตในประเทศ และผลิตนอกประเทศ (นำเข้ามานั่นเอง) แต่สิ่งที่ต่างกันคือ อาหารสัตว์ที่นำเข้ามา จะมีการตรวจสอบโดย Association of American Feed Control Officials หรือ AAFCO ว่าอาหารสัตว์ยี่ห้อนั้นๆ มีรายละเอียดในถุง ตรงกับที่บ่งชี้ไว้ในฉลากอาหารหรือไม่ นัยว่าตรวจมาตั้งแต่อเมริกา ขึ้นเรือข้ามน้ำข้ามทะเลมาขาย แต่ของไทย ก็เหมือนจะมีการตรวจสอบเหมือนกัน โดยห้องวิจัยของแต่ละบริษัทตามลักษณะ QC นั่น แต่อย่านึกว่าอาหารผลิตในไทยจะไม่ดีไปซะหมด เท่าที่เคยใช้มาหลายยี่ห้อที่ผลิตในเมืองไทยถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คุณภาพเหมาะสมกับราคาทีเดียว
อะ ต่อไป มาเข้าเรื่องซะที ว่าด้วยกลยุทธ์บนฉลากอาหารหมา อาหารแมว
ปกติในเว็บบอร์ดพวกสัตว์เลี้ยง เราจะเจอกระทู้ประมาณว่า “อาหารยี่ห้อไหนดีสำหรับน้องหมา น้องเหมียว” อยู่บ่อยๆ ปกติแล้วผู้บริโภคจะมีการซื้อสองแบบหลักๆ คือ
ถามเพื่อน(ชาวบ้าน) เอาว่าอาหารยี่ห้อไหนดี แล้วก็เดินไปซื้อตามที่เพื่อนแนะนำมา ซึ่งจริงๆก็เป็นการเลือกที่ถูกต้องวิธีนึง แต่ก็อาจจะไม่ได้ดีไปทั้งหมด และอาจจะไม่ดีกับกระเป๋าของตัวเอง แต่บางครั้ง หลายยี่ห้อที่เพื่อนว่ามา เพื่อนเราก็จ่ายแพงเพื่อซื้อของคุณภาพ ธรรมดาเช่นกัน(ง่ายๆ ก็คือตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน) ดังนั้น ถ้าเกิดว่า ใครถามเพื่อนเอา ข้าม topic นี้ไปเลย เพราะ เราจะเน้นการอ่านฉลากและพิจารณาอาหารสัตว์เอง
ฉลาก: ส่วนประกอบ
เวลาจะซื้ออาหารน้องหมา น้องเหมียว กวาดตาดูยี่ห้อแล้ว ไล่ดูฉลาก สิ่งที่พิจารณา จะมีอยู่ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
1) ส่วนที่เรียกว่า Guarantee analysis
2) ส่วนผสมที่อาหารสัตว์ใช้ (ingredient)
สองส่วนนี้ต้องดูประกอบกันเสมอ โดย
guarantee analysis ก็คือปริมาณของ %protein, %fat, %fiber, %carbohydrate ของอาหารสัตว์ทั้งหมดนั่นเอง
โดยปกติแล้ว อาหารเม็ดควรจะมี ความชื้นหรือ % moisture ต่ำกว่า 10 % ไม่อย่างนั้นมันจะขึ้นราได้ง่ายมาก
ตัวอย่าง: Guarantee Analysis ( ดูง่ายๆ ก็สังเกตุที่ ค่า % บนถุงอาหารนั่นล่ะ)
Credits: http://www.peteducation.com/article.cfm?c=2+1659+1661&aid=668
Ingredients หรือส่วนผสมในอาหาร จะต้องบรรจุส่วนผสมในอาหารเม็ดนั้น โดยการเขียนจะต้องเขียนโดยอิงตามน้ำหนักของส่วนประกอบที่มีมากที่สุดไปยังน้อยที่สุด
ตัวอย่าง : ingredient บนฉลากอาหาร
Credits: http://www.peteducation.com/article.cfm?c=2+1659+1661&aid=668
ฉลาก : เลือกอย่างฉลาด
แต่เดี๋ยวก่อน!! คุณคิดว่าค่า guarantee analysis เนี่ยมันเพียงพอเรอะกับการพิจารณาอาหารสัตว์เรอะ ? รู้ไหมว่า โปรตีนเนี่ยมันสร้างกันได้ !?
สมัยหลายสิบปีก่อน เวลาดูค่า guarantee analysis เป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องโชว์ส่วนผสมอาหารที่ใช้ เราเลยทราบกันว่า เมืองนอก(นะจ๊ะไม่ใช่เมืองไทย) ผู้ผลิตเลวๆ บางราย เอาหนังรองเท้ามาป่นๆ เพิ่มค่าโปรตีนไปด้วยแล้วก็เอามาขายในอาหารสัตว์ ทำให้ต้องมีมาตรการ บังคับให้เขียน “ส่วนผสม” ไว้ข้างถุงอาหารด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคได้พิจารณาว่า แหล่งโปรตีน แหล่งไขมัน แหล่งคาร์โบไฮเดรตทั้งหลายเนี่ย มันมาจากไหน
โดยปกติแล้ว อาหารสัตว์เกือบทุกยี่ห้อตอนนี้จะใช้วิธีการเขียนส่วนผสมเหมือนกันหมด โดย การเขียนเรียงตามลำดับส่วนผสมที่ “น้ำหนักมากที่สุด” ไปถึงส่วนผสมที่น้อยที่สุด (เพราะ AAFCO ที่พูดมาด้านบน บังคับให้เขียนแบบนี้นั่นเอง ไม่อย่างนั้นบริษัทก็เขียนกันตามใจชอบ)
จะดูง่ายๆ คือ ดูรายชื่อ 4 อันดับแรกของส่วนประกอบหลัก ในการพิจารณาคุณภาพอาหารสัตว์ ตัวอย่างง่ายๆ เอาจากยี่ห้อที่ Roger ชิมมาละกัน
แป๊งงง !! ระฆังยกที่ 1
อาหารแมวยี่ห้อ แมวราชวงศ์ (Premium Grade)
พิจารณาถุง: สีขาว แถบทอง ถุงซีลฟอยล์ ไม่เห็นมีรูปสีสันสดใสสวยงาม มีหน้าเหมียวอยู่หน้าถุงตัวนึง ด้านหลังมีแต่ข้อมูลหลายภาษา
หน้าตา : งั้นๆ สีเดิมๆ เพลนๆ สีน้ำตาล โครตจะไม่ชวนกิน แพงชิบหาย ไม่มีโฆษณาออกทางทีวีซักนิ๊ดดดด มันแพงเพราะนำเข้าจากฝรั่งเศษแน่ๆ !!!
Ingredient : Chicken, corn gluten meal, chicken fat, chicken meal, rice, corn, brown rice, natural chicken flavor, soy isolate, pea fiber, dried egg product, dried beet pulp (sugar removed), rice hulls, anchovy oil (source of EPA/DHA)
Guarantee Analysis:
Crude protein (minimum) ……………………30%
Crude Fat (minimum) ………………………..25%
Crude fiber (maximum)……………………… 6.1%
Moisture (Maximum)………………………….8.0%
VS
อาหารแมวยี่ห้อ หนวดแมว (ที่เจอร์บ่นว่า เปรี้ยวแป้ง) (Commercial grade)
พิจารณาถุง: โอ๊ว สีม่วงสดใสลัลล้า หน้าตาเหมียวสุดหล่อ โชว์รูปเนื้อปลาหน้าถุงด้วย ด้านหลังก็มีรูปเนื้อปลาบอก เรามีโปรตีนจากปลาทะเล บอกมีคุณค่าสารอาหารครบ 5 หมู่ มีรูปเนื้อปลาเยอะแยะ สดใสสวยงาม (เพ่ๆ แมวมันใช้ carbohydrate เป็นหลักที่ไหนล่ะ แมวไม่ใช่คนนะ…)
หน้าตา : โอ้วว หรูหรา มีสามสี สอดใส้ด้านในอีกต่างหาก แถมมีรูปปลา รูป สี่เหลี่ยม โฆษณาโหมหนักทางทีวี เหมียวทานแล้วแหมแสนอร่อย โอ๊วว ถูกอีกต่างหาก ดูดีมีชาติสุดๆ
Ingredient: wholegrain cereal(Corn,rice), corn gluten meal, poultry and poultry by products, ocean fish, brewer dried, soy bean meal, palm strearin, soy oil
Guarantee Analysis:
Min. Crude protein ……..……………………30%
Min. Crude Fat……...………………………..12%
Max. crude Fibre……………………………...5.0%
Max. Moisture ………………………………..12.0%
พิจารณาแค่ guarantee analysis โดยเฉพาะตรงจุด crude protein มันแทบจะไม่ต่างกันเลย.. ไอ้ที่เห็นจากสองยี่ห้อนี้ แต่สิ่งที่ต่างกันเห็นๆ ชัดๆคือส่วนประกอบ
ยี่ห้อ ราชวงศ์ใช้ : เนื้อไก่เป็นหลัก รองลงมาก็ โปรตีนจากข้าวโพด(corn gluten meal), ไขมันไก่, ข้าว
ยี่ห้อ หนวดแมวใช้: ข้าวโพด และข้าว เป็นหลักในอาหาร, เสริมด้วย โปรตีนข้าวโพด, เนื้อไก่ กับ เศษไก่( chicken by products: เครื่องในไก่ กระดูกได่ หงอนไก่ อะไรที่ชาวบ้านไม่กินกัน)
นี่คือความแตกต่างของราคา 160 บาทต่อ 1.5 กิโลกรัม ของหนวดแมว กับ 570 บาท ต่อ 2 กิโลกรัม ของอาหารแมวราชวงศ์ !!!
ระหว่างอาหารเกรด commercial กับ Premium grade ราคามันก็มีเหตุผลของมันอยู่หนอ
แต่ถ้าเรามีงบน้อยล่ะ ? เหมียวที่เลี้ยงมีสิทธิ์กินอาหารเม็ดคุณภาพสมราคาไหม ?
แป๊งง ระฆังยกที่สอง
อาหารแมวยี่ห้อ ใจฉลาด (Commercial grade)
พิจารณาถุง: สีชมพูหวานแหวว มีหน้าตาเหมียว 3 ตัวเรียงกัน
ลักษณะอาหาร : สองสี แดงกะเหลือง
Ingredient : Selected wholegrain cereals, animal meat protein (from chicken and fish), corn gluten meal, soybean meal, chicken oil, brewers yeast, fish digest, lecithin, fish oil, iodized salt, garlic, essential vitamins & minerals, methionine, choline, taurine, food coloring, natural flavors
Guarantee Analysis: Crude protein (minimum) ……………………30%
Crude Fat (minimum) ………………………..9%
Crude fiber (maximum)……………………… 3.0%
Moisture (Maximum)………………………….10.0%
ราคายี่ห้อนี้ถ้าจำไม่ผิด 1.5 กิโลกรัม ราคา 129 บาท
ราคาถูกกว่า “หนวดแมว” ก็จริง แต่คุณภาพก็ไม่ได้ด้อยกว่ากันมาก อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ ถึง ส่วนประกอบอันดับแรกจะเป็น whole grain เหมือนกับหนวดแมว แต่ อย่างที่สองก็ยังเป็น โปรตีนจากสัตว์ (ไก่และปลา) อันดับสามก็ คอร์น กลูเตน ตามด้วย ถั่วเหลือง แล้วก็ไขมันไก่ อันนี้ค่าไขมัน( Fat) จะน้อยกว่าหนวดแมว แต่อย่างน้อย ก็ยังมีส่วนผสมของโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากเป็นอันดับ 2 (หนวดแมวนี่ส่วนผสมเนื้อสัตว์มันรวมของเหลือ
การเลือกที่ฉลาดข้อแรก คือการพิจารณาทั้งส่วนของการันตี และ ส่วนผสม ของอาหารว่าอาหารชนิดไหนเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับเรา
การวางแผนที่ดี เริ่มตั้งแต่เลือกสัตว์มาเลี้ยงแล้ว ถ้ามีเป็นพันธุ์ต่างประเทศ สิ่งที่ต้องคำนึงคือ อาหารก็จะต้องค่อนข้างดีตามไปด้วย เพราะสายพันธุ์แท้ จะบอบบางกว่าสายพันธุ์ผสม หลายสายพันธุ์ ทั้งเหมียวและหมา จะต้องบำรุงรักษาขนเป็นพิเศษ หรือถ้ามีสัตว์เลี้ยงสายพันธุ์ผสมนี่แหละ แต่เจ้าของมีงบพอสมควรและห่วงสุขภาพน้องเหมียวน้องหมา ก็อาจจะใช้เกรด premium grade ไป หรือหากสัตว์เลี้ยงค่อนข้างมีปัญหาเฉพาะด้าน เป็นภูมิแพ้ แพ้สารกันเสีย การเลือกใช้ Holistic grade โดยไม่ต้องให้อาหารอย่างอื่นเสริมก็เป็นทางเลือกที่ดี
ถ้าเจ้าของสัตว์เลี้ยงทุนไม่หนามาก แต่สัตว์เลี้ยงก็พันธุ์สามัญ แข็งแรงต่อโรคก็ไม่จำเป็นจะต้อง “จ่าย” ในราคาที่แพงเกินตัวก็ได้ค่ะ ลองอ่านฉลาดดูดีๆและเปรียบเทียบราคา กับคุณภาพตามที่บอกมาด้านบน หาอาหารที่เหมาะสมคุ้มค่ากับราคา และอาจจะเพิ่มอาหารสดช่วยเรื่องสารอาหารให้เหมียวไปแทน (แต่ก็จะเป็นการทำให้สัตว์เลี้ยงคุณติดอาหารสดด้วยนะ) ต้มไข่ให้ซักฟอง หรือเพิ่มปลาซักครึ่งตัว ให้กับน้องเหมียวน้องหมา 1-2 วันหนก็ช่วยได้นะ
ฉลาก : หักเหลี่ยมเฉือนคม !!!
ตอนนี้ก็จะมาถึงเทคนิควิชาต่างๆ เรื่องฉลากอาหารแล้ว…
เพราะราคาของอาหารสัตว์เกรด premium , กับ holistic มีราคาที่สูง ทำให้สินค้าในระดับ commercial หลายยี่ห้อ พยายามผลักดัน ฉุดดัน ลากดัน อาหารสินค้าของตัวเองให้ผู้บริโภค “เข้าใจว่า” มันคืออาหารเกรด premium เพื่อราคาที่มากกว่าเดิม
ส่วนเกรด premium หลายยี่ห้อ ก็พยายามจะอัพเกรดตัวเองให้เทียบเท่ากับ Holistic grade เพื่อให้ได้ราคาที่มากกว่าเดิม ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ รวมถึงการพยายามอัพเกรดฉลากอาหารด้วย
อาหารหลายยี่ห้อจะพยายาม แยกส่วนประกอบของส่วนผสมให้มันดูกระจายกัน อย่างเช่น
ตัวอย่าง อาหารน้องหมายี่ห้อหนึ่ง
ingredient : Chicken meal, ground corn, corn gluten, grown wheat, corn bran, wheat flour, wheat middling
และพนักงานขายก็จะพยายามบอกว่า “เนี่ย เป็นสินค่าระดับ premium ดูได้จากค่า ingredient ตัวแรกที่ใช้เนื้อสัตว์เป็นหลัก แต่ราคาถูกกว่ายี่ห้ออื่นเพราะเรากำลัง promotion”
ก็ถูกนะคะที่ใช้เนื้อสัตว์เป็นหลัก แต่ไอ้สามอย่างที่ตามมานี่สิ… มันเป็น ของจากข้าวโพดทั้งนันเลย ถ้าเอาอาหารลำดับที่ 2+3+4 รวมกันเนี่ย มันจะมากกว่า ส่วนผสมอันดับที่ 1 อีกนะ
อาหารที่เรียกว่า premium อะไรมันก็เหมือนกัน คุณภาพเกรดเดียวกัน
Premium เองก็เป็นแค่การจัดอันดับอย่างกว้างๆ เท่านั้นเองค่ะ แต่ละบริษัทเองก็จะมีวัตถุดิบส่วนผสมที่แตกต่างกันไปอีก คุณภาพเวลาน้องหมาน้องเหมียวกินก็แตกต่างกันไป โดยเฉพาะค่าการนำไปใช้จริง คือค่าการย่อยโปรตีน (Digestibility) โดยทั่วไปเวลาเทียบกันจะใช้ ไข่ เป็นวัตถุดิบมาตรฐานในการเทียบ เพราะไข่เป็นโปรตีนที่ย่อยแล้วนำไปใช้ได้หมด
ให้คิดค่าไข่ไก่เป็น 100
เนื้อปลา,กับนม ร่างกายจะนำไปใช้ได้ 92 เมื่อเทียบกับไข่ไก่
พวกเนื้อล้วนๆ จะอยู่ที่ราวๆ 78
โปรตีนถั่วเหลือง 67
กระดูกและพวกเนื้อเอ็นจะมีค่าประมาณ 50
ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากข้าวโพด (Corn) จะอยู่ที่ 45
อย่าลืมว่า ขนและผิวหนังของน้องเหมียวน้องหมา ใช้โปรตีนในการสร้างนะคะ เพราะฉะนั้นการให้โปรตีนที่ย่อยง่ายก็เกี่ยวพันกับสภาพผิวและเส้นขนของเขามากๆ
ตัวอย่าง :- อาหารหมาเกรด Premium 2 ยี่ห้อ
ยี่ห้อ S-D
Guarantee Analysis
Protein……………………………29.8%
Fat..…………………………...27.2%
Carbohydrate (NFE)..................... 35.4%
Crude Fiber……………………….1.8%
Ingredient: Ground Whole Grain Corn, Chicken By-Product Meal, Animal Fat (preserved with mixed tocopherols and citric acid), Dried Beet Pulp, Soybean Oil, Dried Egg Product, Flaxseed,
VS
ยี่ห้อ : N -G
Guarantee Analysis :
Crude Protein (minimum) 26.00%
Crude Fat (minimum) 16.00%
Crude Fiber (maximum) 4.00%
Moisture (maximum) 10.00%
Ingredient : Chicken Meal, Wheat Flour, Ground Whole Wheat, Corn Gluten Meal, Rice Bran, Poultry Fat (preserved with mixed Tocopherols, a source of Vitamin E), Ground Rice, Chicken,
ลองอ่านๆดูจะพบว่า ยี่ห้อ S–D จะใช้โปรตีนที่มาจากข้าวโพดเป็นหลัก ตามด้วย ของเหลือจากการผลิตไก่ (พวกกระดูกไก่)แล้วใช้ข้าวหัก กับไขมันไก่ผสมเป็นอาหาร
ส่วนยี่ห้อ N-Gใช้โปรตีนที่มาจากเนื้อไก่อบแห้งเป็นหลัก ตามด้วย แป้งสาลี และ ข้าวโพด
ค่าโปรตีนที่ได้อาจจะไม่มากเท่ากับยี่ห้อ S แต่ยี่ห้อ N เองก็มีดีกว่าที่ ใช้เนื้อไก่จริง ๆ เป็นส่วนประกอบที่มากที่สุด ไม่ได้ใช้ของเหลือใช้ที่มาจากการผลิตแบบยี่ห้อ S เพราะฉะนั้นถ้าราคาเท่ากัน เลือกคุณภาพโปรตีนที่น้องหมาน้องเหมียวจะย่อยได้ดีกว่า
คำว่า Meal หรือ ไม่มี meal แตกต่างกันตรงไหน
คำว่า Meal หรือ ไม่มี meal แตกต่างกันตรงไหน
Meal คือ เนื้ออบแห้งค่ะ ปกติแล้ว แหล่งโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์ เวลาเราอ่านส่วนประกอบจะมีทั้ง Chicken meal, และ chicken ธรรมดาใช่ไหมคะ เนื้อสัตว์ที่ไม่มีคำว่า meal ตามหลัง คือเนื้อสัตว์สดๆ ที่ไม่ได้ผ่านการอบแห้ง ถามว่าพอมันไปอยู่ตรงฉลาก แล้วมันเป็นเรื่องแท็คติกของผู้ผลิตตรงไหน??
ก็ตรงที่ว่า มันเป็นอาหารแห้งนะสิ!! แต่เล่นเอาเนื้อสดไปผสม มันก็ต้องผ่านการทำแห้งก่อน พี่แกเล่นคำนวณน้ำหนักก่อนทำแห้งของเนื้อไก่มา มันก็ต้องมากที่สุดล้ำหน้าน้ำหนักส่วนผสมอื่นๆ นะสิ !!
น้ำหนักโปรตีน+น้ำก็จะหายไป ถึง หนึ่งในสามส่วน เทียบง่ายๆ ก็คือ
4 Chicken = 1 chicken meal
ไม่เรียกว่าเทคนิคฉลากอาหาร แล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะ ?
เพราะฉะนั้น.. ถ้าเห็นฉลากอาหารอยางเช่น
Chicken, ground corn, rice, barley
ให้โยน Chicken ที่อยู่จากอันดับ 1 ไปลงอันดับ 4 ได้เลย แล้วพิจารณา ว่า อาหารยี่ห้อนั้นใช้ ground corn เป็นส่วนประกอบที่เยอะที่สุดแทน
จะรู้ได้ยังไงว่าอาหารที่เลือกไปให้น้องเหมียวน้องหมาเป็นอาหารที่ดี
น้องเหมียวกับน้องหมาแต่ละตัวเนี่ย เลือกรับอาหารได้ไม่เหมือนกันนะ ถึงได้มีอาหารหลายยี่ห้อก็เพื่อรองรับเรืองพวกนี้ด้วย
เหมียวบางตัวไม่ย่อยโปรตีนที่ทำจากไก่ หรือหมาบางตัวกินกลูเตน หรือข้าวบาร์เล่ย์แล้วแพ้ก็มี เพระฉะนั้นอาหารจึงมีหลายสูตรให้เลือกสรรค์ตามสไตล์ย่อยแบบหมาๆเหมียวๆ นี่เป็นข้อสังเกตุเล็กๆ น้อยๆ หลังจากที่น้องเหมียวน้องหมาทานอาหารไปแล้ว
ดูผิวหนัง กับสุขภาพเส้นขน : - ปกติถ้าโปรตีนสามารถนำไปย่อยได้ดี ขนจะแสดงให้เห็นว่าเป็นเงาสวย ไม่ร่วงมากกว่าปกติ ผิวหนังจะสีชมพู ถ้าเมื่อไหร่ที่ขนเริ่มแห้งหรือร่วงมาก อาจจะแปลได้ว่า ดูดซึมอาหารพวกโปรตีนกับไขมันได้ไม่ดี ถ้าผิวหนังมีจ้ำแดง หรือมีอาการแพ้เป็นตุ่มหนอง ก็อาจจะเป็นได้ว่าแพ้อาหารชนิดนั้น
กินไปก็ต้องถ่ายออก..:- ดูง่ายๆ ก็คือดูอึที่ออกมา หาจังหวะที่เหมียวกับหมาไปทำธุระ แล้วก็ตาม stalker ไปดูอึที่ออกมา ถ้าเกิดอึมีปริมาณเยอะกว่าอาหารที่กินเข้าไป หรือมีลักษณะเหลวๆ ต่างจากอุนจิปกติ แสดงว่าอาหารที่เหมียวหรือหมากิน มีการดูดซึมที่ไม่ดี อาจจะต้องลองเปลี่ยนอาหารดู
ถ้าเกิดอึที่ออกมา ออกมาน้อยกว่าที่กินเข้าไปเยอะพอสมควร แถมไม่เหลว ดูสมเป็นอึ เก็บง่ายโกยง่าย แสดงว่าอาหารที่ให้มาดูดซึมได้ดีแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร ยกเว้นเจ้าของกลัวหมาเบื่ออยากให้ยี่ห้ออื่นๆ ก็ตามสบาย
(ป.ล. รณรงค์เรื่อง เก็บอึหมานอกบ้านทุกครั้ง พกถุงพลาสติกไปอย่าปล่อยให้น้องหมาไปอึทิ้งอึขว้างหน้าบ้านชาวบ้านนะจ๊ะ เป็นเจ้าของที่มีคุณภาพด้วย ' '/)
ก็จบกันไปแล้ววิธีเลือกดูอาหารสุนัขคร่าวๆ ถ้ายังไงลองไปเลือกดูตามนี้นะจ๊ะ ขอให้น้องหมาทุกตัวอายุยืน แข็งแรง เพราะได้รับการดูแลที่ดีจากเจ้าของในเรื่องอาหาร และการออกกำลังกาย ' '/
edit @ 16 Jun 2009 17:40:04 by RayOn
edit @ 16 Jun 2009 17:43:18 by RayOn
ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจกันซักนิด ก่อนว่าไม่ว่าจะหมาหรือแมว การให้อาหารสัตว์เลี้ยงของตัวเองแบบไหน ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสะดวกสบายของเจ้าของ









