2011/Oct/20

20 ตุลาคม 2554  วันที่ถนนหลายสายเข้าสู่ กทม. ไม่สามารถทำงานได้เพราะน้ำท่วม.. 

วันที่ร้านวัสดุก่อสร้างหลายร้รานบอกไม่มีถุงทรายขายให้ เนื่องจากถนนท่วมไปแล้ว 

วันนี้เราก็เลยเอาสิ่งที่ทำกันที่บ้านเล่นๆ พร้อมกับสรุปผลการทดลองมาให้เป็นทางเลือกกับหลายๆ คนที่ตอนนี้ยังไม่สามารถหาวัสดุได้ (หรือวัสดุแพงเกินไป) เป็นวิธีที่ adaptive มาจาก hydrobarrier system  เอาแบบบ้านๆ พอจะรอดกันไปก่อน

 สิ่งที่ต้องใช้ 

1) ถุงดำ ไซส์ใหญ่ที่สุดเท่าที่คุณจะหาได้

ห้ามใช้ไอ้ที่แปะไว้เด็ดขาดว่า "ย่อยสลายตามธรรมชาติ" ..เพราะแปลว่ามันจะบาง ไม่เหนียวเป็นพิเศษ หรือถ้ามีลูกบอลเป่าลมลักษณะเป็นหมอนข้าง ก็สามารถนำมาใช้ได้ และใช้ดีด้วย

2) น้ำ

 วิธีทำ 

 1. ซ้อนถุงดำกันสองชั้น (สามชั้นพบว่ามันไม่ค่อยทิ้งตัวเท่าไหร่ ถึงจะแข็งแรงกว่าก็เถอะ) 

 2. ใส่น้ำในถุง กะปริมาณว่าให้พอจะผูกถุงได้ ที่สำคัญคือต้องดูให้ดีว่าถุงไม่รั่ว แล้วก็มัดปากถุงซะ ให้มีอากาศไม่ต้องเยอะ

 3. เรียงมันเลย รอบๆ ประตู จุดสำคัญอยู่ที่ตอนเรียงจะต้องพยายามดูว่าช่องว่างระหว่างถุงมันแนบสนิทกันจริงๆ 

 ที่ตัวอย่างนี้เป็นไซส์ 24x28 ค่ะ มันเลยมีช่องว่างระหว่างถุงต้องจัดกันเยอะพอควรเหมือนกันพอจัดรอบประตู  พอบรรจุน้ำแล้วจะได้ความสูงราวๆ 8 cm  ทำไซส์นี้เพราะอยากทดสอบเรื่องช่องว่างว่าน้ำจะซึมผ่านหรือไม่ แต่แนะนำให้ใช้ไซส์ใหญ่ เพื่อให้ได้เรื่องความสูงด้วย  เพราะธรรมชาติของน้ำมันจะไหลไปอุดทุกจุดของภาชนะอยู่แล้ว ดังนั้นจุดสำคัญคือคุณต้องซ้อนให้มันแนบกันจริงแค่นั้นเอง

 

4. สำคัญที่สุดคือการเทน้ำทดสอบดูว่ามันจะรั่วหรือไม่ ถ้าไม่รั่วก็เป็นอันว่าใช้ได้ แนะนำว่า ยังไงก็ต้องทดสอบทุกครั้งนะคะ อย่าไปลองกับสถานการณ์จริงค่ะ

 

ทดสอบจ๊ะ เพิ่งลองเทสต์เมื่อบ่ายนี้เอง จริงมีเททั้งถังแบบกระแทกด้วย แต่เผอิญ... พื้นที่กล้องมันหมดแล้วอะ ^^!


 ข้อดี 

1 ประหยัด ใช้ได้ในสถานการณ์ที่น้ำท่วมไม่หนักมาก 

2 เก็บง่าย พอหมดหน้าน้ำลด ก็เทน้ำทิ้ง หรือจะเอาน้ำในถุงมาจัดการซักล้างแถวๆนั้นก็ได้ ไม่ต้องหนักแขนแบกถุงทรายมากั้น

 

ข้อเสีย 

1 ใช้ได้ในกรณีบริเวณที่น้ำท่วมไม่รุนแรง มีลักษณะเป็นน้ำผุดขึ้นมา ไม่ใช่มีการปะทะกัน เพราะถ้ามีกิ่งไม้เกี่ยวก็ เดี้ยงค่ะ เมืองนอกเนี่ยไอ้ตัวบรรจุมันจะหนาแน่นแข็งแรงระดับหนึ่งเลย วางซ้อนกันได้ด้วย เพราะเป็นพลาสติกอย่างดีเหนียวแน่นทนทาน  แต่ถ้าใช้พวกลูกบอลเป่าลมแบบยาวของเล่นเด็กก็น่าจะเวิร์คอยู่นะ 

2. การจะนำถุงน้ำนี้ซ้อนแบบกระสอบทรายเป็นไปได้ยากมาก ถ้าใช้ถุงดำ = =;   [ตอนนี้ที่บ้านลองใช้ซ้อนแทนถุงทราย ก็พอไหวนะ..แต่มันไหลไปไหลมา ต้องพันให้ขึ้นรูปด้วยผ้ายางอีกชั้นนึง  ดังนั้นไม่แนะนำให้ทำนะคะ]

 3. แตกทีนึงก็... วะฮะๆๆ ตัวใครตัวมัน แต่เอาเขาจริงโอกาสที่จะแตกอะ ยากพอควรยกเว้นอย่างที่บอกไปในข้อ 1  แล้วก็กันน้ำได้ไม่สูงมาก ถ้าเกิน 30 cm คิดว่าเอาไม่อยู่ค่ะ  เหมาะสำหรับกันน้ำในลักษณะภายในบริเวณบ้าน หรือโซนที่หมู๋บ้านอยู๋ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว



edit @ 20 Oct 2011 16:36:06 by RayOn

2011/Mar/15

หยุดก่อนกระต่ายทุกท่าน... กรุณาอย่าเพิ่งกระโดดวิ่งไปเข้าร้านยาหาเบตาดีนตาม FWD MAIL 
(หรือกรุณาหยุดอย่างเพิ่งกรีดร้องว่าเจ้าของ blog นี้ทำไมช่างทำตัวไม่ intrend ซะเลย)
 
สำหรับเรื่องโศกนาฎกรรมระเบิดโรงไฟฟ้าที่ฟุกุชิม่านั่น  ดิฉันได้อ่านแล้ว.. อ่านจนกระทั่งเ็ห็น Reactor มันระเบิด  Melt Down (แปลไทยเรียกว่าหลอมละลาย) ไปแล้วสองตัว 
ท่านสามารถหา timeline การบรึ้มของโรงงานไฟฟ้าปรมาณูที่ ฟุคุชิม่าได้จากที่นี่
( http://en.wikipedia.org/wiki/Timeline_of_the_Fukushima_nuclear_accidents)
ตอนนี้ประเด็นที่เมืองไทยให้ความสนใจ ตื่นใจ จนกระทั่งเวอร์แหกตากันคือเรื่องฝุ่น Nuclear ที่โรงงานไฟฟ้าระเบิดออกมา 
 
เนื่องจากเจ้าของบล็อคเป็นนักวิทยาศาสตร์  ไม่ใช่นักไสยศาสตร์ ดังนั้น การหาข้อมูลใดๆ ก่อนจะตัดสินอะไร
ถ้าไม่มีหลักฐานมาสอด มันก็จอดแค่นั้นแหละ  จากการสืบค้นต่างๆ พบกว่า
 
1) เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลอมลงมาจริง(ไม่ได้ระเบิด แค่หลอม แต่ส่วนด้านนอกระเบิดหลังคาปลิม อีกส่วนนึง) แต่ฝุ่นทีมีการปนเปื้อนจากกัมมันตภาพรังสีเหล่านั้น จากการคำนวณทิศทางลม ไม่ได้มาทางฟากเอเชีย เนื่องจากกระแสลมดังกล่าวพัดไปทาง USA หรือฝั่งอเมริกา (ถ้าเจาะจงกันก็คือ west coast) 
 
ดังภาพที่ท่านเห็นด้านล่างนี้ 
 
ดังนั้น.. กรุณาใจเย็นๆ ตั้งสตินะคะ เมืองไทยผลกระทบจากลมที่จะัพัดพาฝุ่นปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี ของไอโอดีน และซีเซียม น้อยมากถึงมากที่สุด ดังนั้น กรุณาให้ อเมริกาที่เสี่ยงมากกว่าเราเตรียมตัวป้องกันเถอะค่ะ !!!

ข้อมูลอ้างอิง มีดังนี้
จาำกสำนักข่าว Bangkokpost 
 
สรุปสั้นๆ ว่า
Thailand has eight radioactive monitoring stations. None has detected any radiation, said Siriratana Biramontri, director of Bureau of Technical Support for Nuclear Safety.
แปลให้ว่า 
คุณ ศิริรัตนา บิระมนตรี หัวหน้าฝ่ายเทคนิคของสำนักงานปรมณูเพื่อสันติกล่าวว่า "เมืองไทยมีสำนักงานตรวจจับกัมมันตภาพรังสีทั้งหมด 8 แห่ง ไม่มีซักแห่งเดียวที่ตรวจจับกัมมันตภาพรังสีได้ "
 
หรือ 
 
ถ้าคุณไม่เชื่อเมืองไทย.. ทาง UN nuclear monitoring agency ก็แถลงข่าวให้ทางอินโดนีเซียฟังเ่ช่นกันในข่าวนี้ว่า
"It is too insignificant to affect Indonesia, which lies thousands of kilometers away from Japan"
แปลไทยว่า... มันไม่มีนัยสำคัญใดๆ ทีฝุ่นปนเืปื้อนกัมมันตภาพรังสีจากญี่ปุ่นจะปลิวมาเป็นพันกิโลเมตรถึงที่นี่ (เพราะมันไม่มีกระแสลมจะพามาถึง)
 
ย้ำอีกครั้งนะคะ... กระแสลมไม่ได้พัดฝุ่นมาทางนี้ค่ะ.. กรุณาใจเย็นๆ ไม่ต้องไปหาหน้ากากป้องกันนิวเคลียร์มาสวมเพื่อกรองฝุ่นหรอกค่ะ 

2) ไอโอดีน ไม่ได้เป็นวิธีช่วยอะไรในการขับออก ของกัมมันภาพรังสีค่ะ (แต่ที่ทางญี่ปุ่นแจกเพราะลดการสะสมให้น้อยที่สุดเพื่อให้ไอโอดีนธรรมดา challengeกับสารไอโอดีนที่เป็นกัมมันภาพรังสีให้น้อยสะสมในคนน้อยที่สุด ซึ่งเขาแจกเพราะนั่นคือพื้นที่ RED ZONE นะคะ ไม่ใช่เมืองไทยที่ไกลกันเป็นพันกว่ากิโลเมตร = =;)
 
ถ้ามันทำได้จริงๆ เราคงไม่มีชุดตะกั่วของนักรังสีเทคนิค
ไม่ต้องใช้แล้วค่ะ !! พวกเขาคงใช้เบตาดีนทาถูทาถูเวลาเข้าไปทำเครื่อง x-ray ถ่ายภาพรังสีทางการแพทย์แทน ถูกกว่ากันและเบากว่ากันเยอะมว๊าาาาาากกกกก
 
วิธี ที่กัมมันตภาพรังสีจะออกจากร่างกายคือ รอให้มันสลายไปตามครึ่งชีวิตของมันเอง (อ้อ อาจจะทำได้โดยใช้ตัวจับโลหะหนักบางตัวเอาออก  ซึ่งขอสงวนสิทธิ์ไม่กล่าวถึงไอ้สารตัวนั้น เพราะมันไม่ใช่ไอโอดีน และไม่อยากให้คุณเสียเงินไปจัดการนำสารตัวนั้นเข้าเส้นเลือดทั้งๆที่ฝุ่นมันมาไม่ถึงประเทศไทย)
 
และสิ่งที่น่าวิตกกังวลไม่ใช่เรื่องมันจะตกใส่ตัวคุณ แต่ที่ควรจะกังวลคือ มันจะสะสมในสิ่งแวดล้อม ตามแหล่งน้ำ ตามแหล่งอาหาร แล้วทำให้มนุษย์กินเข้าไปเกิดการสะสมต่างหากค่ะ  
 
เพราะเอาจริงๆ วิธีจัดการกับฝุ่นนิวเคลียร์ที่ถูกต้องคือ ถ้าโดนน้ำ ก็รีบไปอาบน้ำชำระร่างกายมากค่ะ การทาเบตาดีน (ด้วยปริมาณต่ำกว่า 100 ลิตรต่อพื้นที่ )ไม่ได้ช่วยคุณค่ะ

 
 
หวังว่าทุกท่านที่โดนวิญญาณกระต่ายสิง ทางตรง ทางอ้อม ได้โปรดลืมตาตื่นแล้วก็ตัดสินอะไรด้วยความมีสติ และช่วยเผยแพร่บอกต่อคนรอบตัวด้วยนะคะ 
 
เบตาดีนที่ซื้อมา.. ส่งไปเป็นเวชภัณฑ์ให้ทหารภาคใต้ที่ขาดแคลนก็ได้นะคะ กรุณาอย่าเอามาทาคอเลยคะ  มันดูแล้วรู้สึกเศร้าใจชีวิตจริงๆ

UPDATE: 16/Mar/2011

ตอนนี้ที่ยืนยันแน่ชัดคือ การแพระกระจายรังสีมาจาก suppression pool และไอไฮโดรเจนที่เกิดการระเบิด (แต่ไม่มากนัก และเจือจาง)  และอีกส่วนมาจากแกนปฏิกรณ์หลอมเหลว (Melt down)หรือเตาที่สอง และจากเตาปฏิกรณ์ที่ 4 ซึ่งเกิดไฟไหม้ 

เตาที่นำน้ำทะเลไปเลี้ยง นั่นคือเตานั้นใช้ไม่ได้แล้วค่ะ รอเลาะทิ้งสถานเดียว และน้ำทะเลที่ใช้หล่อเย็น ต้องได้รับการบำบัดสารกัมมันตภาพรังสีตกค้างอีกเช่นกัน  ตรงนี้น่าห่วงคือเรื่องพวกสารเคมีอื่นๆในน้ำทะเลว่าจะกัดกร่อนโลหะแค่ไหน

มีเสียงจากฝั่ง USA บ่นมาว่า ทำไมไม่ใช้โลหะหนักหลอมไปเลย ในความคิดเจ้าของ blog แล้ว ในสภาพแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์ จะหาโลหะหนักหลอมที่ไหนมาใช้หลอมเตาทัน ? คือ ขนาดประเทศปกติไม่มีหายนะภัยพิบัติ ยังต้องใช้เวลาเตรียมโลหะหลอมเลยนะคะ  ตอนนี้เขาก็ทำดีที่สุดแล้วจริงๆ (แต่คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดที่ทำได้) ถึงมันจะเสี่ยงกับการใช้น้ำทะเลจมเตาเพื่อให้ความร้อนได้ระบายก็จริง  แต่ก็ดีที่สุดที่ทางวิศวกรจะทำได้แล้ว 

ไอโอดีน tablet หรือเม็ดไอโอดีนแบบรับประทาน พบคนทานแล้วแพ้พอสมควรค่ะ และขนาดทาง USA เองที่จะได้รับผลจากฝุ่นนิวเคลียร์ (ถ้าเกิดว่ามันไปถึงจริงๆ) คนก็แห่กันไปซื้อ เม็ดยาไอโอดีนกันจนบางรัฐขาดตลาดไปแล้ว (แต่เขาตื่นตูมก็มีเหตุผล เพราะมันโดนทางฝั่งเขาเต็มๆ )

ทางกระทรวงสาธารณสุขของเขา ยังคงบอกว่า "เป็นมาตรการที่ดีที่คุณจะป้องกันเอาไว้" แต่ไม่ได้ "แนะนำ" และมีความเห็นจากแพทย์หลายท่านทาง USA ว่า มันยังไม่จำเป็นขนาดนั้น 

เบตาดีน หรือ povidone-iodine  ถึงจะไม่มีการยืนยันเป็นทางการถึงผลการทดสอบการกิน ( http://www.safety.vanderbilt.edu/pdf/hcs_msds/betadine_solution%207_05.pdf) แต่พบว่าสามารถก่อความระคายเคืองในผิวหนังได้นะคะ

 

Update 2 : 16/Mar/2011 หมอแมวมาแล้ว  (*-*b)

หมอแมวมาพร้อมกับ papers ย

ย่อยๆ เกี่ยวกับ iodine มาว่า "การกิน KI ( Potassium iodide)  กันได้เฉพาะตัวไอโอดีนรังสีที่มาจับที่ไทรอยด์ แต่ไม่สามารถป้องกันรังสีที่มาจากนอกร่างกายได้"

และ 

"เราต้องใช้เบตาดีนทาคอปริมาณ 100 ลิตร ท่านก็จะสามารถป้องกันภัยจากรังสีได้แล้วครับ"

อ่านเต็มๆ ได้ที่ blog หมอแมวนะคะ :D http://mor-maew.exteen.com/20110316/entry

นั่นคือ ถ้าเกิดคุณได้รับไอโอดีนจากการแผ่รังสี หรือสัมผัส..ไม่ได้กิน หรือดมเข้าไป มันไม่น่าจะกันได้นะคะ  (นั่นคือเรายังเสี่ยงกับมะเร็งผิวหนังได้อยู่ดี. ยกเว้นจะทาเบตาดีน 100 ลิตร  เสี่ยงเอาแล้วกันว่าจะเกิดแผลไหม้จากสารละลายก่อนหรือจะเกิดมะเร็งผิวหนังก่อน ) 

 

** เอ พูดกันแต่เรื่อง ไอโอดีน -131 (ฟอร์มแผ่รังสี) เราลืมอะไรรึเปล่าคะ..ว่าธาตุอีกธาตุที่ออกมาจากภาวะสลายของ MOX, Uranium... มันมีอีกตัวนะ... เรายังไม่ได้ไปนั่งคุยกันเรื่องน้องซี (ซีเซ๊ยม , Cs-137 ) ที่หลุดออกมาพร้อมกันเลยนะเนี่ย !!!!

edit @ 17 Mar 2011 23:22:26 by RayOn

2010/May/19

 

บ้านหลังนึง มีคนอาศัยอยู่หลายคน ทะเลาะกัน ความคิดเห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติ

แต่คนที่อาศัยในบ้าน   กลับเอาสนุกทุบหม้อข้าวตัวเอง... อันนี้นอกจากไม่เรียกว่าปกติแล้ว ยังเป็นเรื่องไร้หัวคิดสิ้นดี

เหมือนเด็กที่ไม่พอใจอะไรก็ขว้างปาสิ่งของ.. ไม่ละอายบ้างเลยหรือที่ทำลายสิ่งของของคนอื่นง่ายๆ โดยแค่ "สะใจ"

 

 



>  

 

เมืองไทยยังช้ำไม่พออีก ? จากเศรษฐกิจโลกที่แย่ลง จากการคอรัปชั่น จากความไม่มั่นคงที่สะสมมา

ถึงต้องมานั่งเผากับทำร้ายที่ทำมาหากินคนอื่น (ร้่านค้า, ศูนย์การค้า)

คุณทำให้คนรากหญ้าเหมือนกันกับคุณต้องตกงานนะคะ.. ไม่ใช่นายทุน

 

 หยุดพังบ้านพังเมืองตัวเองได้แล้วค่ะ ก่อนที่จะไม่มีบ้านให้อยู่จริงๆ

 

edit @ 20 May 2010 14:25:20 by RayOn