2008/Jan/27

 

          ล็อคเก็ตสีทองเต็มไปด้วยฝุ่นและเก่าคร่ำคร่า อยู่ในอุ้งมือข้า มันดูเป็นของมีค่าที่ใครซักคนทำหายไปเมื่อนานมาแล้ว ข้าได้ล็อคเก็ตนี้จากการปฏิบัติภารกิจระหว่างอยู่ที่ทรานควิเลี่ยน  เมืองซึ่งรายล้อมไปด้วยเหล่ากองทัพผีดิบที่หลงเหลืออยู่ในการทำลายนครเควล' ธาลัส ครั้งนั้น 

          " อะไรนะคะ!!!?  จะให้ข้าเอาเจ้านี้ไปคืนเจ้าของที่กลายเป็นสเคิร์ทไปแล้ว ???" 

         " พวกนั้นคือฟอร์เซเค่น (Forsaken) คานาริ  ไม่ใช่ สเคิร์ท (Scourge)  เจ้าก็คุ้นเคยกับพวกนั้นตอนทำงานอยู่ที่ทรานควิลเลี่ยนแล้วนี่ " ท่านเทศมนตรีได้แต่ยิ้มพร้อมกับแก้คำเรียกของข้าด้วยเสียงสงบนิ่ง

         " นอกจากจี้อันนั้นแล้ว ข้ายังฝากสาส์น เป็นพันธมิตรไปกับเจ้าด้วย ส่งมันให้ถึงมือ ซิลวานัส แห่งอันเดอร์ซิตี้" ท่านเทศมนตรีพูดขึ้นพร้อมกับส่งซองจดหมายให้กับข้าอีกอย่างหนึ่ง

         หากข้าไม่ถูกความขุ่นเคืองใจเข้ารุมเร้า  ข้าน่าจะฉุกใจคิดว่า เหตุใด ภารกิจที่ดูเหมือนสำคัญเช่นนี้ จึงถูกส่งมาถึงข้าที่เป็นเพียงพาลาดิน ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นหลักสูตรพื้นฐานและต้องหาประสบการณ์รวมถึงพัฒนาเวทย์อีกหลายเวทย์ เพื่อที่จะเรียกตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจว่า อัศวินโลหิต (Blood Knight) 

         แต่ในเวลานั้นอารมณ์ฉุนเฉียวบดบังข้าจนลืมคิดถึงข้อนี้ไปซะสนิท...

         " จะเรียกอะไรมันก็ผีดิบ ไม่มีชีวิตอยู่ดีนั่นล่ะท่าน !!! แล้วนี่ท่านยังคิดจะส่งสาส์นการเข้าร่วมกับกองกำลังของพวกนั้นอีกงั้นหรือ ?? "  ข้าพยายามติติงการตัดสินใจของเทศมนตรี แต่ก็อีกนั่นล่ะเบี้ยเลี้ยงของภารกิจนี้มันสมเหตุสมผล จนถึงกับเรียกว่ามากทีเดียว ถ้าข้าสามารถทำมันสำเร็จ  ท่านเทศมนตรีได้แต่มองบลัดเอลฟ์หัวดื้ออย่างข้า พร้อมกับพยายามอธิบาย

          " เราอยู่โดยตัดขาดไม่มีพันธมิตรไม่ได้ คานาริ  ผู้นำเผ่าพันธุ์ของเราก็ยังไม่กลับจากทวิสต์ เนเธอร์  เราต้องรักษาเมืองใหม่ของพวกเราไว้รอท่านคาเอล'ธัส ถึงฟอร์เซเค่นจะเป็นผีดิบ แต่ศัตรูของศัตรูนับได้ว่าเป็นแนวร่วมเดียวกัน เจ้าก็รู้ว่าอาเซรอทตอนนี้ เต็มไปด้วยความวุ่นวายของการแบ่งขั้วอำนาจระหว่างพันธมิตร(The Alliance) กับ ฮอร์ด (The Horde) ถึงไม่เลือกวันนี้ วันหนึ่งเราก็ต้องเลือกที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่ดี  "

          'แล้วเราก็ไม่มีทางกลับไปหาพันธมิตรได้อีกแล้ว เพราะองค์ชายคาเอล'ธัส  ดวงซวย โดนใส่ร้ายจากฝ่ายนั้นจนเขาตัดพวกเราทิ้ง  เอออ ข้าเข้าใจ ท่านเทศมนตรี ข้าฟังมาเป็นสิบรอบแล้ว  มันเป็นเหตุผลการเมืองเดิมๆนั่นล่ะท่าน ให้ตายสินี่ข้ามาเป็นนักรบเพื่อสู้กับสเคริท์ เพื่อการล้างแค้นแต่นี่มัน เฮ้อออ'' ข้าบ่นในใจ แต่เอาเถอะ หน้าที่ก็ต้องเป็นหน้าที่ ข้าคิดขึ้นมาหมุนตัวรีบเดินออกไปจากโถงกลาง

           " เดี๋ยวๆ คานาริ เจ้าจะเดินไปไหน???  ข้า มี...." เทศมนตรีพูดขึ้นเมื่อเห็นข้ากลับหลังหันไปยังทางออกของหอซันสไปร์ (Sunspire)

           เอาล่ะ ข้ารับภารกิจนี้แล้วท่าน  ไม่ต้องกล่อมข้าอีกหรอก ข้ารู้ พวกเรามันไม่มีทางเลือก พวกเรามันโดนเฉดหัวจากพันธมิตร เราเลยต้องไปร่วมกับฮอร์ด ร่วมกับฟอร์เซเค่น พวกผีดิบที่มีเจตนารมย์ล้างแค้น เจ้าสารเลวอาธัส ข้าจะรีบทำให้มันจบๆไป  อยู่นี่ไงเล่าไม่ต้องย้ำมาก!!!

          " เอาเป็นว่าข้ารับทำหน้าที่นี้แล้วกัน!! "   ข้ารีบตะโกนบอกพร้อมกับรีบก้าวเท้าออกไปทันทีโดยไม่ฟังท่านเทศมนตรีพูดจนจบ


           ไอ้บ้านายกเทศมนตรี!!!!    แกเป็นพวกบ่อนทำลายของสเคิร์ทสินะ  ใช่ รวมถึงนังบ้าซิลวานัสด้วย  เพราะอะไรน่ะเหรอ  เพราะพวกแกต้องการจะลดจำนวนประชากรพาลาดินฝึกใหม่อย่างพวกข้านะสิ  ถึงให้ใช้มาส่งสาส์นถึงอันเดอร์ซิตี้ นี่เองคือเหตุผล!!! 

            แค่เดินออกมาจากเมืองทรานควิเลี่ยน  ฝ่าฝูงสเคิร์ทตกค้างนอกเมือง จนมาถึงปลั๊คแลนด์ตะวันออก (Eastern plaque land) สภาพร่างกายข้าก็ย่ำแย่เต็มที่  จากการต่อสู้กับพวกเจ้าพวกสเคิร์ท แต่ไอ้ที่หนักกว่านั้นคือ  ทันทีที่ข้าก้าวข้ามยังเขตนี้ EPL  สิ่งแรกที่เจอก็คือหมีอันเดทตัวใหญ่มหึมา วิ่งมาตะปบ มันก็คงจะสบายหรอกนะ ถ้าท่านเป็นพาลาดินทีมีแข็งแกร่งและมีประสบการณ์ รวมถึงเกราะอันแข็งแรงทนทานพอตั้งรับกับเจ้าสัตว์ยักษ์ที่เป็นของตกค้างของสเคิร์ทพวกนี้ 

            ข้าในเวลานั้นไม่มีทุกอย่างที่พูดมา  ก็ได้แต่นอนบาดเจ็บรับสภาพอยู่เช่นนี้ และคงต้องนอนนิ่งอยู่อย่างนี้ไปอีกนาน ทั้งๆที่ยังไม่ได้ฟาดฟันกับพวกสเคิร์ทให้สมกับความแค้น

             แต่ทว่า อาจจะเป็นโชคดีของข้าที่เวลานั้นเอง เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมา

            "Resurrection"

             พร้อมกันน่าร่างกายของข้าก็ค่อยๆ ขยับได้ทีละน้อย พลังชีวิตค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่ยๆ จนกระทั่งเต็ม แต่พลังเวทย์ยังขาดอยู่เล็กน้อย ข้าหันไปมองผู้ร่ายเวทย์อันแสนวิเศษให้กับข้า พร้อมกับยิ้มทักทายอย่างคนคุ้นเคย 

             พรีสคนนั้นชื่อว่า ซีดัส (Cidus) เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเควล'ธาลัส พร้อมกับข้านั่นเอง   แต่ซีดัสเป็นไฮเอล์ฟตระกูลนักบวชที่มีพลังสูง รวมถึงพรสวรรค์ทางการใช้เวทมนตร์ ทำให้ในเวลาไม่นานหลังจากรักษาอาการเสพติดพลังเวท  ด้วยทักษะและพรสวรรค์เหล่านั้น ทำให้เขาพัฒนาความสามารถจนกระทั่งรับภารกิจที่เสี่ยงอันตรายมากกว่าข้า  ข่าวคราวกับซีดัสครั้งล่าสุด ข้าได้ข่าวว่าเขาได้จัดตั้งทีมและมีคู่หูเป็นวอร์ล็อคและถูกส่งไปปฎิบัติภารกิจลับที่นอกอาณาเขตซิลเวอร์มูน 

             ข้าค่อยๆ ลุกขึ้นก่อนจะทักทายด้วยความคุ้นเคยกับพี่ชายร่วมเผ่าพันธุ์  

             " ขอตะวันนำทางท่าน (Anu belore dela'na )"  พร้อมกับโค้งให้กับซีดัสอย่างสุภาพให้กับความช่วยเหลือข้าจากวิกฤติเมื่อครู่นี้  ดวงตาสีเขียวเรืองแสงของซีดัสกวาดตามองมาที่ข้า พร้อมกับรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับมาเช่นกัน

            " เจ้าพัฒนาขึ้นมากนะ คานาริ แต่คงยังไม่พอสำหรับจะจัดการกับเจ้านั่น "   ซีดัสชี้ไปที่ซากศพเดินได้ ซึ่งตอนนี้ได้แปรสภาพหลุดพ้นจากการควบคุมไปด้วยฝีมือของเขาและชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ       

            " ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจมาเจอเจ้านั่นหรอก แต่มันเป็นทางผ่านไปทำภารกิจที่เจ้าเทศมนตรีนั่นส่งมา"

            " นี่เจ้าหมายความว่า เทศมนตรีส่งเจ้ามาที่นี่โดยที่เจ้ายังไม่สามารถสู้กับพวกมอนสเตอร์แถบนี้ได้อย่างนั้นเรอะ ? " ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ซีดัสพูดขึ้น เขาดูมีทีท่าสบายๆ ผมสั้น และดวงตาสีเขียวเรืองบ่งบอกถึงความเป็นบลัดเอล์ฟ และเหนือสิ่งใดเขามีอิมพ์รับใช้ตัวนึงอยู่ข้างๆ แบบที่คู่หมั้นข้าเคยมี  ข้าเดาว่าเขาคงเป็นวอร์ล็อคคู่หูของซีดัสที่ได้ยินมา

            " เปล่า เทศมนตรีสั่งให้ข้าเอาของไปส่งคนผู้หนึ่งที่อันเดอร์ซิตี้ ท่าน.. "

            " เลซาร์  เรียกเลซก็ได้ " เขาพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มด้วยท่าทีสบายๆ  ในขณะที่ซีดัสเริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย

            " อันเดอร์ซิตี้  คานาริเจ้าหมายถึงว่าจะไปพบซิลวานัส สินะ?"   

            " ใช่"  เลซกับซิดัสสบตากันครู่หนึ่ง วอร์ล็อคหันหลังให้ข้าและตัวสั่นเหมือนกับพยายามกลั้นหัวเราะ  ส่วนซิดัสมีท่าทีลำบากใจที่จะเอ่ยปากเหลือแสน

             " ท่านเทศมนตรีไม่ได้บอกเจ้าหรือว่า  เรามีเครื่องวาร์ปอัตโนมัติที่สามารถเข้าถึงอันเดอร์ซิตี้ได้โดยไม่ต้องผ่าน อีสเทิร์นปลั๊กแลนด์ อยู่ที่ซันสไปร์? "

             " หา!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!" 

             หลังจากเหตุการณ์นั้น เป็นสิ่งที่สอนให้ข้าจดจำได้จนถึงวิญญาณว่า   อย่าหุนหันพลันแล่นเวลารับภารกิจโดยไม่ตั้งใจฟังรายละเอียดให้จบ.. 

 


base on True story: 20%... เคยโง่เอ๋อ เดินไป under city ผ่าน EPL จริงๆ.... และก็โดนชุบจริงๆ  พร้อมกับเพื่อนในกลิด์บอกให้ว่า.. มันมีที่วาร์ประหว่างสองเมืองใหญ่... อนิจจา ชีวิต

edit @ 27 Jan 2008 14:37:14 by RayOn

edit @ 28 Jan 2008 00:14:01 by RayOn

2008/Jan/27

          ท่านเคยเชื่อถึงสิ่งที่เรียกว่าชะตากรรมหรือไม่ ??   สำหรับข้านั้นสิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีความหมายอะไรเลยแม้แต่น้อยนิด จนกระทั่งเหตุการณ์ที่นำพาความล่มสลายเกิดขึ้น...

          ก่อนที่สงครามครั้งที่สามจะอุบัติขึ้น รวมถึงการรุกรานของเหล่าสเคิรท์   ข้าเป็นเพียงเด็กสาวไฮเอลฟ์ ที่อยู่ในตระกูลของช่างทำเครื่องประดับเวทย์แห่งเควล' ธาลัส  นครแห่งอารยธรรมของไฮเอลฟ์(High Elf) ที่สืบทอดความรุ่งเรืองแห่งศาสตร์อาร์เคนมานับพันปี  เคลโรธา คู่หมั้นของข้ารับราชการอยู่กับกองกำลังป้องกันเมืองหลวง ในฐานะของวอร์ล็อค ชีวิตของข้าในเวลานั้นช่างสมบูรณ์พร้อมและมีความสุข

          การรุกรานของเหล่าสเคิรท์ที่ก็เข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว  ทำให้หัวหน้ากองกำลังประจำเมืองเควล'ธาลัส ท่านซิลวานัส วินด์รันเนอร์ได้ถูก เจ้าอาธัส อัศวินแห่งความตายขณะนั้นใช้วิชาชุบศพนางมาในสภาพของแบนชี พร้อมกับสั่งให้นางเป็นผู้นำกองกำลังทหารอมตะเข้าทำลายเมืองที่นางได้ทุ่มเทกำลังปกป้องเมื่อยามมีชีวิตจนพังทลายไปหมดสิ้น  แน่นอนว่า สภาพของเควล' ธาลัส ที่รุ่งโรจน์ไปด้วยอารยธรรม ได้กลายเป็นนรกบนดิน กองกำลังเมืองหลวงอันเกรียงไกร เหตุไฉนสามารถสู้กองทัพผีดิบที่ไม่มีวันตาย และเพิ่มจำนวนได้เรื่อยๆ เล่า ?

          ขณะที่ครอบครัวของข้าอยู่ในช่วงสู้รบกันกับสเคิร์ทที่บุกเข้ามาในเมืองนั้น  ท่านพ่อท่านแม่ของข้าได้ต่อสู้จนกระทั่งสิ้นลมหายใจ แต่อนิจจาประชาชนผู้ที่ไม่เคยฝึกฝนศาสตร์แห่งการต่อสู้เพราะอยู่ในเมืองอันแสนสงบสุขมาหลายร้อยปี เมื่อเจอกับเหล่าแบนชี ผีดิบที่มีความสามารถในการสกัดเวทย์ของเหล่าสเคิร์ท ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ของข้าสิ้นชีวิตในเวลาไม่ช้า   ข้าในตอนนั้นได้แต่เตรียมใจความตายเท่านั้น

          "Shadow Bolt" "Arcane Explotion"

          เมื่อสิ้นเสียงร่ายเวทย์ที่คุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับกระแสเวทย์สีดำ ได้จัดการแบนชีตัวนั้นไป  เคลโรธาคู่หมั้นของข้ารีบวิ่งเข้ามาหาข้าพร้อมกับคู่หูของเขาที่เป็นนักเวทย์แห่งกองกำลังป้องกันเมืองหลวง 

          "คานาริ  เจ้าเป็นยังไงบ้าง บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า ??"  เสียงอันรีบร้อนของเขาตะโกนขึ้นมาพร้อมกับความพยายามในการแหวกฝูงผีดิบเหล่านั้น

          " ข้าไม่เป็นไร เคล... แต่ท่านพ่อกับท่านแม่..."  ข้าชะงักคำพูดแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ มาเธอัส นักเวทย์คู่หูของเคลจะรีบแทรกขึ้นมา

          " ไม่ทันแล้ว คานาริ  เราต้องรีบออกจากที่นี่ก่อนที่พ่อกับแม่เจ้าจะ....."  

          ยังไม่ทันจบประโยคนั้นของมาเธลอัส  ร่างที่เหมือนกับจะเสียชีวิตของท่านพ่อท่านแม่ของข้าก็ค่อยๆ กระดุกกระดิกขึ้น  ลุกขึ้นมาด้วยสภาพเลือดอาบท่วมตัว หากแต่ดวงตาไร้แววโดยสิ้นเชิง  ท่านแม่ของข้ามีสภาพที่ไม่ผิดเพี้ยนกับแบนชีที่สังหารท่าน เคลและมาเธลได้แต่สบธขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์

          " ไอ้สารเลว อาธัส ข้าสาบานเจ้าจะต้องชดใช้!!!!" เคลพูดขึ้นก่อนจะรีบใช้ปีศาจของตัวเองจัดการยิงเวทย์ใส่เหล่าผู้ร่วมเผ่าพันธุ์อันไร้วิญญาณเหล่านั้น ส่วนมาเธลจะยิงเวทย์ต่อสู้กับผีดิบที่กรูเข้ามาเรื่อยๆ ไม่หยุดหย่อนเหล่านั้น

         " อาร์เคน เอ็กพลอชั่น!!  โว้ยยย เมืองห่าผีเหรอไงวะเนี่ย !!! ข้าว่าเรารีบหนีกันเถอะ เคล คานาริ "

         มาเธลพูดก่อนจะเตรียมร่ายเวทย์เปิดประตูมิติ  ในขณะที่เคลกับปีศาจคู่ใจ จัดการเหล่าผีดิบที่หนุนเนื่องเข้ามาอย่างไม่ขาดสายเพื่อป้องกันไม่ให้รบกวนการร่ายเวทย์ของเขา  พวกเราสามคนในตอนนั้นเหมือนกับเรือที่ลอยอยู่ในมหานทีแห่งความตาย  วงล้อมของเหล่าผีดิบอันมากมายที่พยายามแยกข้าและมาเธลอัส กับเคลโรธา จนสุดท้าย เคลตัดสินใจร่ายเวทย์บทหนึ่งขึ้น

         " Hell Fire!!!!!!" 

         เพลิงนรกปรากฎขึ้นรอบๆตัวของเคลโรธา  มันเผาผลาญทั้งเหล่าสเคิร์ท รวมถึงชีวิตของคู่หมั้นข้าด้วย...พลังชีวิตของเคลค่อยๆ โดนแผดเผาเรื่อยๆ เพื่อรอจังหวะให้มาเธลอัสรวบรวมพลังเวทย์ร่ายเวทย์สุดท้าย แต่ทว่าเหล่าคนตายที่ไม่มีแม้แต่ความกลัวกลับหนุนเนื่องเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้าย ร่างของเคลก็ล้มลง พร้อมกันนั้นเอง ลูกธนูนับสิบก็รุมเข้ามาปักร่างของมาเธลอัสในพริบตา  พลธนูแห่งเควล'ธาลัส ทหารป้องกันเมืองที่อยู่ในสภาพผีดิบ  ได้กลับมาย้อนทำลายเมืองของตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับหัวหน้ากองกำลังไปเสียแล้ว....

         มาเธลอัสกัดฟันแข็งใจร่ายเวทย์ต่อไปจนจบบท

         " คานาริ ไป!!!!!"

         นักเวทย์หนุ่มรีบใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักข้าเข้าประตูมิติ ก่อนที่มันจะดับสิ้นเช่นเดียวกับลมหายใจของผู้เปิดมัน

         " เคล!!! มาเธล ไม่นะ!!!!!!!" 

          ภาพสุดท้ายที่ข้าเห็น คือร่างของมาเธลอัสที่ล้มลง พร้อมกับร่างไร้วิญญาณของคู่หมั้นข้านั่นเอง เวลานั้นข้าได้แต่เคียดแค้นในความไร้พลังของตัวเอง สิ่งที่ข้าทำได้ในตอนนั้น ก็เพียงแค่กรีดร้องตะโกนเจียนจะบ้าคลั่ง ก่อนที่ทุกอย่างก็ดับสนิทไป 

         ...................................................................................................................................................

          เวลาไม่นานหลังจากนั้น ข้าก็รู้ว่า มาเธลใช้เวทย์เปิดมิติมาที่เมืองเล็กๆในป่าเอเวอร์ซอง  บ้านเกิดของเขา ป่าอันแสนสวยงามที่อยู่ด้านข้างของเมืองเควล'ธาลัส ขณะเดินทางไปอย่างไร้จุดหมายในป่าแห่งนั้น ข้าพบเจอกับผู้คนมากมายที่หนีตายออกมาจากนรกแห่งบ้านเกิด ด้วยวิธีเดียวกันกับข้า ไฮเอล์ฟมากมายต่างสูญเสียบ้าน  ครอบครัว  คนรัก  หลายคนรวมถึงข้า  ต่างสูญเสียความหมายของการดำรงชีวิต  ผู้คนที่หลบหนีมาได้รวมตัวกันสร้างหมู่บ้านเล็กๆ ขึ้นมาที่ชายป่าเอเวอร์ซอง  มีชีวิตอย่างหวาดกลัวและหลบซ่อนจากสเคิร์จ

           หากแต่นรกบนดินที่กำลังรอผู้ที่รอดชีวิต....ยังไม่จบสิ้นเพียงแค่นั้น แหล่งพลังงานอาร์เคนกลับถูกโดนทำลายไป จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของเจ้าสารเลวอาธัส คือการใช้พลังเวทแห่งบ่อซันเวล ชุบชีวิตให้กับร่างของ คิล'จาเดน(Kil'Jaden) ปีศาจตัวหนึ่งของเบิร์นนิ่ง เลเจียน ผู้มีพลังการทำลายเทียบเท่ากับ อาคิมอนด์   พร้อมกับการกลับมาของคิล'จาเดน  ซันเวลได้ถูกทำลายไป แหล่งพลังงานเวท ที่เหล่าไฮเอล์ฟเสพติดกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปีได้ถูกตัดขาด 

           สภาพของพวกข้าในเวลานั้น  ไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็น แหล่งพลังเวทที่เปรียบเสมือนลมหายใจส่วนหนึ่งได้สูญเสียไปอยางไม่มีวันกลับ  หลายคนถึงกับเสียสติ หลายคนซ้ำร้ายเสียแม้กระทั่งชีวิต ผู้เหลือรอดทุกคนมีชีวิตเหมือนซากศพที่มีลมหายใจ  ข้าไม่อาจพูดได้ว่าสิ่งใดร้ายกาจกว่ากัน ระหว่างความตายเป็นผีดิบใต้การนำของอาธัส หรือการมีชีวิตที่ทุกข์ทรมานเพราะอาการขาดเวทมนตร์

           ข้าไม่รู้ว่า สามารถผ่านช่วงเวลาที่แสนทรมานมาอย่างไร จนกระทั่งวันหนึ่ง ไฮเอล์ฟผู้หนึ่งก็เข้ามายังหมู่บ้าน พร้อมกับสอนวิธีการดึงพลังเวทย์จากสิ่งมีชีวิตอื่นมาทดแทนพลังเวทย์ที่สูญเสียไป ให้แก่ผู้ที่เหลือรอดให้กับทุกคน  หลังจากเรียนรู้การดูดพลังเวทย์มาทดแทน  ทุกชีวิตที่ยังเหลือรอดก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสภาพร่างกายและจิตใจเฉกเช่นเดิม  

            ผู้ที่นำวิธีรักษาดังกล่าวมานั่นคือท่าน รอมแมท (Rommath) หนึ่งในผู้ติดตามขององคชาย คาเอล'ธัส ที่กลับมาจากทวิสติ้งเนเธอร์เพื่อมาช่วยพวกเรานั่นเอง

            หลังจากรักษาผู้ที่เหลือรอดอยู่จนหายขาดจากการเสพติดเวทย์มนต์  ท่านรอมแมทได้บอกกับพวกเราถึงสิ่งที่องค์ชายได้ทำไปเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างพวกเรา จนกระทั่งได้วิธีรักษานี้มา

            ท่านรอมแมท กล่าวว่าท่านกลับมาเพื่อช่วยสร้างเมืองใหม่ให้กับพวกผู้ที่ยังอยู่ในอาเซรอท  และรวมพลังกันเพื่อล้างแค้นกับเจ้าสารเลวอาธัส  ไฮเอลฟ์ผู้เหลือรอดหลายคนต่างขนานนามตัวเองเพื่อประกาศเจตนารมย์อันแน่วแน่ว่า เอล์ฟโลหิต หรือ บลัดเอลฟ์  แต่ก็มีหลายคนที่ไม่พอใจกับเรื่องเหล่านี้ และแยกตัวออกไปเงียบๆ จากพวกเรา

           สำหรับข้า... ในเวลานั้น สิ่งนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ชีวิตที่เหลือรอดอยู่ของข้ามีความหมาย  สิ่งเดียวที่ช่วยข้าจากการตอกย้ำตัวเองถึงความไร้พลังจนกระทั่งสูญเสียทุกอย่าง  ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ความรู้สึกอันเป็นความสุข  แต่มันคือเหตุผลเดียวที่ค้ำจุนข้าให้อยู่ได้

          และเพราะเหตุนั้นเอง ข้าจึงย่างก้าวสู่บันไดแห่งการแก้แค้นด้วยความเต็มใจ พร้อมกับฝังกลบคราบเด็กสาวที่สุขสบายและไร้เดียงสาเอาไว้จนลึกในอดีต เหลือเพียงแต่ความหยิ่งทระนง และเต็มไปด้วยความคั่งแค้นในตัว  เวลาไม่นานหลังจากนั้น การเดินทางของข้า เพื่อชีวิตข้า เพื่อการแก้แค้นก็เริ่มขึ้น

         วันที่ข้าประกาศตัวเองได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า  "ข้าคือ คานาริ พาลาดิน  แห่งบลัดเอล์ฟ!!!"


edit @ 27 Jan 2008 11:25:13 by RayOn

2008/Jan/26

Azeroth Report 

 

 

 

 

(จดหมายเหตุแห่ง อาเซรอท )

 

 

แด่.........

สมาชิก แห่ง  สมาคม Burning Cliff  


 Introduction

          บันทึกฉบับนี้ เขียนขึ้นจากความทรงจำของข้าในการผจญภัยในดินแดนแห่งอาเซรอท   ในยุคสมัยที่ข้าเกิด และดำรงชีวิตในโลกอันโหดร้ายแต่งดงามแห่งนี้ หลังจากสงครามครั้งที่สาม (The Third War) ได้จบสิ้นลง ด้วยการป้องกันการรุกรานของเหล่า ปีศาจแห่งจักรวาล เบิร์นนิ่ง เลเจี้ยน (Burning Legion)

          หลังจากชัยชนะครั้งนั้น กองกำลังแห่งอาเซรอทผู้กำชัยในครั้งนั้น  ได้เกิดการแตกแยกเป็นสองฝ่าย คือ พันธมิตร ( The Alliance) โดยมีมนุษย์และดวาฟเป็นแกนนำ และกองกำลังฮอร์ด (The Horde) ภายใต้การนำของวอร์ชีฟ ทราล (Warchife Thrall)  จากการแตกความสามัคคีกันในครั้งนั้น ได้เกิดเหตุวุ่นวายเกิดขึ้นมามากมาย รวมถึงการกำเนิดเผ่าพันธุ์ของข้า  การเกิดของเหล่าอันเดท ซึ่งสามารถเรียกเอาอำนาจควบคุมจิตใจคืนมาจากลิชคิง (Lich king) ภายใต้ชื่อเรียกใหม่คือ ฟอร์เซเค่น ในการควบคุมของท่านซิลวานาส วินด์รันเนอร์  การมาถึงของเหล่า ดราเนย์ผู้ถูก เบิร์นนิ่งเลเจี้ยน ไล่ล่าข้ามจักรวาล 

          รวมถึงการเกิดของเผ่าพันธุ์แห่งข้า เอลฟ์โลหิต   บลัดเอลฟ์  เหล่าไฮเอล์ฟผู้ต้องการล้างแค้นราชันย์แห่งบัลลังค์น้ำแข็ง อาธัส    องค์ชาย คาเอล'ธัส ผู้นำแห่งพวกข้าถูกเหล่าพันธมิตรใส่ร้าย จนต้องหลีกหนีไปถึงดินแดนแห่งทวิสติ้งเนเธอร์อันอยู่อีกฟากของประตูมิติ (Dark Portal) พร้อมกับพี่น้องเอล์ฟโลหิตส่วนหนึ่ง

          ณ จุดนี้  การเดินทางของข้าก็ได้เริ่มขึ้น  ท่ามกลางความขัดแย้งและเมฆหมอกแห่งความวุ่นวาย  เหล่าบลัดเอลฟ์ที่ไม่ได้ติดตามองค์ชาย คาเอล'ธัส  ไปยังทวิสติ้ง เนเธอร์  ได้บรรเทาอาการเสพติด พลังงานอาร์เคน (Arcane Energy) ด้วยการดึงเอาพลังเวทย์จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และรวมพลังการสร้างเมืองใหม่แทน เควล' ธาลัสที่ล่มสลายไป และขนานมันว่า ซิลเวอร์มูน (Silvermoon )  รวมถึงได้เข้าร่วมกับกองกำลังฮอร์ด ภายใต้การนำของ ทราล ร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับเหล่า ฟอร์เซเค่น(Forsaken) ออร์ค(Orc)  โทรล(Troll) และ ทอร์เรน(Tauren) รวมถึงการก่อตั้งสมาคม (Guild) ร่วมกันกับเหล่าสหายของ horde 

          จากเหตุผลเดียว ความอยู่รอดของเผ่า  การเดินทางของพวกข้าท่ามกลางเลือดและน้ำตา  ความจริงอันโหดร้าย  รวมถึงความสวยงามของมิตรภาพ  ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ....


 

 

edit @ 27 Jan 2008 02:20:49 by RayOn

edit @ 27 Jan 2008 04:51:50 by RayOn