ท่านเคยเชื่อถึงสิ่งที่เรียกว่าชะตากรรมหรือไม่ ?? สำหรับข้านั้นสิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีความหมายอะไรเลยแม้แต่น้อยนิด จนกระทั่งเหตุการณ์ที่นำพาความล่มสลายเกิดขึ้น...
ก่อนที่สงครามครั้งที่สามจะอุบัติขึ้น รวมถึงการรุกรานของเหล่าสเคิรท์ ข้าเป็นเพียงเด็กสาวไฮเอลฟ์ ที่อยู่ในตระกูลของช่างทำเครื่องประดับเวทย์แห่งเควล' ธาลัส นครแห่งอารยธรรมของไฮเอลฟ์(High Elf) ที่สืบทอดความรุ่งเรืองแห่งศาสตร์อาร์เคนมานับพันปี เคลโรธา คู่หมั้นของข้ารับราชการอยู่กับกองกำลังป้องกันเมืองหลวง ในฐานะของวอร์ล็อค ชีวิตของข้าในเวลานั้นช่างสมบูรณ์พร้อมและมีความสุข
การรุกรานของเหล่าสเคิรท์ที่ก็เข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้หัวหน้ากองกำลังประจำเมืองเควล'ธาลัส ท่านซิลวานัส วินด์รันเนอร์ได้ถูก เจ้าอาธัส อัศวินแห่งความตายขณะนั้นใช้วิชาชุบศพนางมาในสภาพของแบนชี พร้อมกับสั่งให้นางเป็นผู้นำกองกำลังทหารอมตะเข้าทำลายเมืองที่นางได้ทุ่มเทกำลังปกป้องเมื่อยามมีชีวิตจนพังทลายไปหมดสิ้น แน่นอนว่า สภาพของเควล' ธาลัส ที่รุ่งโรจน์ไปด้วยอารยธรรม ได้กลายเป็นนรกบนดิน กองกำลังเมืองหลวงอันเกรียงไกร เหตุไฉนสามารถสู้กองทัพผีดิบที่ไม่มีวันตาย และเพิ่มจำนวนได้เรื่อยๆ เล่า ?
ขณะที่ครอบครัวของข้าอยู่ในช่วงสู้รบกันกับสเคิร์ทที่บุกเข้ามาในเมืองนั้น ท่านพ่อท่านแม่ของข้าได้ต่อสู้จนกระทั่งสิ้นลมหายใจ แต่อนิจจาประชาชนผู้ที่ไม่เคยฝึกฝนศาสตร์แห่งการต่อสู้เพราะอยู่ในเมืองอันแสนสงบสุขมาหลายร้อยปี เมื่อเจอกับเหล่าแบนชี ผีดิบที่มีความสามารถในการสกัดเวทย์ของเหล่าสเคิร์ท ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ของข้าสิ้นชีวิตในเวลาไม่ช้า ข้าในตอนนั้นได้แต่เตรียมใจความตายเท่านั้น
"Shadow Bolt" "Arcane Explotion"
เมื่อสิ้นเสียงร่ายเวทย์ที่คุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับกระแสเวทย์สีดำ ได้จัดการแบนชีตัวนั้นไป เคลโรธาคู่หมั้นของข้ารีบวิ่งเข้ามาหาข้าพร้อมกับคู่หูของเขาที่เป็นนักเวทย์แห่งกองกำลังป้องกันเมืองหลวง
"คานาริ เจ้าเป็นยังไงบ้าง บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า ??" เสียงอันรีบร้อนของเขาตะโกนขึ้นมาพร้อมกับความพยายามในการแหวกฝูงผีดิบเหล่านั้น
" ข้าไม่เป็นไร เคล... แต่ท่านพ่อกับท่านแม่..." ข้าชะงักคำพูดแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ มาเธอัส นักเวทย์คู่หูของเคลจะรีบแทรกขึ้นมา
" ไม่ทันแล้ว คานาริ เราต้องรีบออกจากที่นี่ก่อนที่พ่อกับแม่เจ้าจะ....."
ยังไม่ทันจบประโยคนั้นของมาเธลอัส ร่างที่เหมือนกับจะเสียชีวิตของท่านพ่อท่านแม่ของข้าก็ค่อยๆ กระดุกกระดิกขึ้น ลุกขึ้นมาด้วยสภาพเลือดอาบท่วมตัว หากแต่ดวงตาไร้แววโดยสิ้นเชิง ท่านแม่ของข้ามีสภาพที่ไม่ผิดเพี้ยนกับแบนชีที่สังหารท่าน เคลและมาเธลได้แต่สบธขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์
" ไอ้สารเลว อาธัส ข้าสาบานเจ้าจะต้องชดใช้!!!!" เคลพูดขึ้นก่อนจะรีบใช้ปีศาจของตัวเองจัดการยิงเวทย์ใส่เหล่าผู้ร่วมเผ่าพันธุ์อันไร้วิญญาณเหล่านั้น ส่วนมาเธลจะยิงเวทย์ต่อสู้กับผีดิบที่กรูเข้ามาเรื่อยๆ ไม่หยุดหย่อนเหล่านั้น
" อาร์เคน เอ็กพลอชั่น!! โว้ยยย เมืองห่าผีเหรอไงวะเนี่ย !!! ข้าว่าเรารีบหนีกันเถอะ เคล คานาริ "
มาเธลพูดก่อนจะเตรียมร่ายเวทย์เปิดประตูมิติ ในขณะที่เคลกับปีศาจคู่ใจ จัดการเหล่าผีดิบที่หนุนเนื่องเข้ามาอย่างไม่ขาดสายเพื่อป้องกันไม่ให้รบกวนการร่ายเวทย์ของเขา พวกเราสามคนในตอนนั้นเหมือนกับเรือที่ลอยอยู่ในมหานทีแห่งความตาย วงล้อมของเหล่าผีดิบอันมากมายที่พยายามแยกข้าและมาเธลอัส กับเคลโรธา จนสุดท้าย เคลตัดสินใจร่ายเวทย์บทหนึ่งขึ้น
" Hell Fire!!!!!!"
เพลิงนรกปรากฎขึ้นรอบๆตัวของเคลโรธา มันเผาผลาญทั้งเหล่าสเคิร์ท รวมถึงชีวิตของคู่หมั้นข้าด้วย...พลังชีวิตของเคลค่อยๆ โดนแผดเผาเรื่อยๆ เพื่อรอจังหวะให้มาเธลอัสรวบรวมพลังเวทย์ร่ายเวทย์สุดท้าย แต่ทว่าเหล่าคนตายที่ไม่มีแม้แต่ความกลัวกลับหนุนเนื่องเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้าย ร่างของเคลก็ล้มลง พร้อมกันนั้นเอง ลูกธนูนับสิบก็รุมเข้ามาปักร่างของมาเธลอัสในพริบตา พลธนูแห่งเควล'ธาลัส ทหารป้องกันเมืองที่อยู่ในสภาพผีดิบ ได้กลับมาย้อนทำลายเมืองของตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับหัวหน้ากองกำลังไปเสียแล้ว....
มาเธลอัสกัดฟันแข็งใจร่ายเวทย์ต่อไปจนจบบท
" คานาริ ไป!!!!!"
นักเวทย์หนุ่มรีบใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักข้าเข้าประตูมิติ ก่อนที่มันจะดับสิ้นเช่นเดียวกับลมหายใจของผู้เปิดมัน
" เคล!!! มาเธล ไม่นะ!!!!!!!"
ภาพสุดท้ายที่ข้าเห็น คือร่างของมาเธลอัสที่ล้มลง พร้อมกับร่างไร้วิญญาณของคู่หมั้นข้านั่นเอง เวลานั้นข้าได้แต่เคียดแค้นในความไร้พลังของตัวเอง สิ่งที่ข้าทำได้ในตอนนั้น ก็เพียงแค่กรีดร้องตะโกนเจียนจะบ้าคลั่ง ก่อนที่ทุกอย่างก็ดับสนิทไป
...................................................................................................................................................
เวลาไม่นานหลังจากนั้น ข้าก็รู้ว่า มาเธลใช้เวทย์เปิดมิติมาที่เมืองเล็กๆในป่าเอเวอร์ซอง บ้านเกิดของเขา ป่าอันแสนสวยงามที่อยู่ด้านข้างของเมืองเควล'ธาลัส ขณะเดินทางไปอย่างไร้จุดหมายในป่าแห่งนั้น ข้าพบเจอกับผู้คนมากมายที่หนีตายออกมาจากนรกแห่งบ้านเกิด ด้วยวิธีเดียวกันกับข้า ไฮเอล์ฟมากมายต่างสูญเสียบ้าน ครอบครัว คนรัก หลายคนรวมถึงข้า ต่างสูญเสียความหมายของการดำรงชีวิต ผู้คนที่หลบหนีมาได้รวมตัวกันสร้างหมู่บ้านเล็กๆ ขึ้นมาที่ชายป่าเอเวอร์ซอง มีชีวิตอย่างหวาดกลัวและหลบซ่อนจากสเคิร์จ
หากแต่นรกบนดินที่กำลังรอผู้ที่รอดชีวิต....ยังไม่จบสิ้นเพียงแค่นั้น แหล่งพลังงานอาร์เคนกลับถูกโดนทำลายไป จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของเจ้าสารเลวอาธัส คือการใช้พลังเวทแห่งบ่อซันเวล ชุบชีวิตให้กับร่างของ คิล'จาเดน(Kil'Jaden) ปีศาจตัวหนึ่งของเบิร์นนิ่ง เลเจียน ผู้มีพลังการทำลายเทียบเท่ากับ อาคิมอนด์ พร้อมกับการกลับมาของคิล'จาเดน ซันเวลได้ถูกทำลายไป แหล่งพลังงานเวท ที่เหล่าไฮเอล์ฟเสพติดกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปีได้ถูกตัดขาด
สภาพของพวกข้าในเวลานั้น ไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็น แหล่งพลังเวทที่เปรียบเสมือนลมหายใจส่วนหนึ่งได้สูญเสียไปอยางไม่มีวันกลับ หลายคนถึงกับเสียสติ หลายคนซ้ำร้ายเสียแม้กระทั่งชีวิต ผู้เหลือรอดทุกคนมีชีวิตเหมือนซากศพที่มีลมหายใจ ข้าไม่อาจพูดได้ว่าสิ่งใดร้ายกาจกว่ากัน ระหว่างความตายเป็นผีดิบใต้การนำของอาธัส หรือการมีชีวิตที่ทุกข์ทรมานเพราะอาการขาดเวทมนตร์
ข้าไม่รู้ว่า สามารถผ่านช่วงเวลาที่แสนทรมานมาอย่างไร จนกระทั่งวันหนึ่ง ไฮเอล์ฟผู้หนึ่งก็เข้ามายังหมู่บ้าน พร้อมกับสอนวิธีการดึงพลังเวทย์จากสิ่งมีชีวิตอื่นมาทดแทนพลังเวทย์ที่สูญเสียไป ให้แก่ผู้ที่เหลือรอดให้กับทุกคน หลังจากเรียนรู้การดูดพลังเวทย์มาทดแทน ทุกชีวิตที่ยังเหลือรอดก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสภาพร่างกายและจิตใจเฉกเช่นเดิม
ผู้ที่นำวิธีรักษาดังกล่าวมานั่นคือท่าน รอมแมท (Rommath) หนึ่งในผู้ติดตามขององคชาย คาเอล'ธัส ที่กลับมาจากทวิสติ้งเนเธอร์เพื่อมาช่วยพวกเรานั่นเอง
หลังจากรักษาผู้ที่เหลือรอดอยู่จนหายขาดจากการเสพติดเวทย์มนต์ ท่านรอมแมทได้บอกกับพวกเราถึงสิ่งที่องค์ชายได้ทำไปเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างพวกเรา จนกระทั่งได้วิธีรักษานี้มา
ท่านรอมแมท กล่าวว่าท่านกลับมาเพื่อช่วยสร้างเมืองใหม่ให้กับพวกผู้ที่ยังอยู่ในอาเซรอท และรวมพลังกันเพื่อล้างแค้นกับเจ้าสารเลวอาธัส ไฮเอลฟ์ผู้เหลือรอดหลายคนต่างขนานนามตัวเองเพื่อประกาศเจตนารมย์อันแน่วแน่ว่า เอล์ฟโลหิต หรือ บลัดเอลฟ์ แต่ก็มีหลายคนที่ไม่พอใจกับเรื่องเหล่านี้ และแยกตัวออกไปเงียบๆ จากพวกเรา
สำหรับข้า... ในเวลานั้น สิ่งนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ชีวิตที่เหลือรอดอยู่ของข้ามีความหมาย สิ่งเดียวที่ช่วยข้าจากการตอกย้ำตัวเองถึงความไร้พลังจนกระทั่งสูญเสียทุกอย่าง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ความรู้สึกอันเป็นความสุข แต่มันคือเหตุผลเดียวที่ค้ำจุนข้าให้อยู่ได้
และเพราะเหตุนั้นเอง ข้าจึงย่างก้าวสู่บันไดแห่งการแก้แค้นด้วยความเต็มใจ พร้อมกับฝังกลบคราบเด็กสาวที่สุขสบายและไร้เดียงสาเอาไว้จนลึกในอดีต เหลือเพียงแต่ความหยิ่งทระนง และเต็มไปด้วยความคั่งแค้นในตัว เวลาไม่นานหลังจากนั้น การเดินทางของข้า เพื่อชีวิตข้า เพื่อการแก้แค้นก็เริ่มขึ้น
วันที่ข้าประกาศตัวเองได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า "ข้าคือ คานาริ พาลาดิน แห่งบลัดเอล์ฟ!!!"
edit @ 27 Jan 2008 11:25:13 by RayOn