2010/Jan/30

  ข่าวตอนนี้คงไม่แรงเท้า GT200 หรอกเนอะ เพราะมันเก่าไปแล้ว แต่วันนี้เราไปเจอเหตุการณ์เกี่ยวกับป้าเช็งมาเหตุการณ์นึงค่ะ  = ='

เรื่องมีอยู่ว่า วันนี้ เราไปหาคนไข้ที่คอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลรักษาด้านอาหารของเขาอยู่ เนื่องจากเขาเป็นคนไข้ภาวะไขมันพอกตับ (ซึ่งก็ควรจะได้รับการจำกัดอาหารกลุ่มไขมัน แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมละเว้นพวกข้าวมันไก่ ข้าวขาหมูซะที...)

แล้วเนื่องจากวันนี้เป็นวันที่เราจะต้องโทรไปเช็คอาการเขานั่นเอง  เนื่องจากจะต้องดูผลเลือดว่าค่าเอนไซม์ตับ ไตที่เจาะตรวจจากรพ. ลดบ้างไหม (แต่ก็เดาได้ว่าคงลดยาก เนื่องจากวันก่อนยังโทรมาอวดว่า กินข้าวมันไก่ไปอีกสองจาน )

คนไข้ : "เนี่ย เห็นไอ้จุลินทรีย์ป้าเช็งไหม ที่ออกทางรายการเคเบิลทีวี เนี่ย พี่เพิ่งซื้อมาเอง  ทั้งยาหยอดตา ทั้งยามหาบำบัดเลยนะ ว่าจะลองใช้"

ตัวเรา: "เอ่อ พี่คะ ของป้าเช็งเขาหมักจากน้ำหมักEM ไม่ใช่เหรอคะ?? แล้วมี อย. รึเปล่าคะ ตรวจสารปนเปื้อนรึยัง "

คนไข้: "โอ๊ยย มันดีอยู่แล้วมีแต่คนบอกว่าดี เนี่ยนะ รู้ไหม พี่เอายาหยอดตามาหยอดตา ใหม่ๆก็แสบนะ แต่เนี่ยอีกแป๊บเดียวมันก็ตาใสปิ๊งเลย!! แล้วเนี่ยเขาบอกว่ามหาบำบัดแก้ได้ทุกอย่าง ดีแล้วพี่จะได้ไม่ต้องมานั่งคุมอาหารอีก อยากทานอะไรก็ได้แล้วทีนี้ "

ตัวเรา : พี่คะ เท่าที่หนูตามข่าวมา เขาบอกว่า ทั้งยาหยอด และยากินเนี่ย เขามีแบคทีเรียมีพิษ และยาหยอดตามี pH เป็นกรดนะคะ

คนไข้ :"จะไปเชื่ออะไรกับ อย.ล่ะ  เนี่ยบริษัทยาเขาจ้างมาให้ใส่ร้ายป้าเช็ง เพราะทำเขาเสียผลประโยชน์"

ตัวเรา : "พี่คะ ถ้าพี่เชื่อแบบนั้น ต่อไปพี่ก็อย่าไปซื้อร้านขายยาเลยค่ะ เพราะร้านขายยาทั้งร้านได้รับการขึ้นทะเบียน อย. หมดแล้วทุกตัว อีกอย่างนึง สำหรับยาหยอดตาป้าเช็งที่ว่าพี่หยอดตอนแรกแล้วแสบ เพราะกรดไประคายเคืองกับลูกตาของพี่นะคะ แล้วพอมีการระคายเคือง น้ำตามันก็หลั่งออกมาเพื่อขับความระคายเคืองนั้นออกไป ทำให้พี่ตาใส  มันมาจากน้ำตาของพี่ที่ชะล้างความเป็นกรด  ก็เหมือนกับพี่เอามะนาวมาบีบแล้วก็ละลายน้ำแล้วก็หยอดตา มันก็แบบนั้นละค่ะ

แต่ถ้าพี่อยากหยอดต่อไปแล้วหากภายภาคหน้าเกิดปัญหา หนูแนะนำให้พี่ไปหาคุณหมอที่ รพ.ราชวิถี เนืื่่องจากมีเคสมาแล้วว่าคนหยอดตาโดยเจ้ายาหยอดตาป้าเช็งน่ะ ไปรักษาที่นั่นแล้ว เกิดมีปัญหาอะไรคุณหมอก็จะตามเคสถูกเพราะมีคนเคยเจอมาแล้วการรักษาไม่น่าจะยาก"

  คนไข้: "งั้นพี่จะทำยังไงดีอะ ซื้อมาแล้วแพงด้วยตั้ง 2 ขวด"

 ตัวเรา: "เอ่อ ไม่รู้สิคะ.... (รดน้ำต้นไม้น่าจะดีมั้ง...)"

พอคุยกันเสร็จก็ขับรถกลับบ้าน เราก็ยังคุยกับพี่เขาเรื่องช่วยๆ ลดอาหารไขมันจัด อาหารหวานจัด แล้วก็ทานน้ำให้มากกว่าวันละ 3 แก้วทีเถอะคะพี่ หนูขอร้อง

แล้วหลังจากกลับบ้านประมาณ 10 นาทีพี่คนเดิมก็โทรกลับมา

คนไข้ : "น้ำมะนาวต้องผสมหยอดตาเท่าไหร่"

  ตัวเรา:"หาา  พี่จะเอามะนาวไปทำอะไร "

คนไข้ : "ก็จะเอาไปหยอดตาแทนไง ว่าแต่ต้องผสมน้ำเท่าไหร่อะ??? "

ตัวเรา : "พี่ขา หนูเปรียบเทียบคะ... เปรียบเทียบว่าความเป็นกรดมันเท่ากับน้ำมะนาวค่ะ "

คนไข้ : "อ้าว เหรอ ไม่ได้ให้ผสมหยอดตาใช่ไหม แล้วมะนาวที่ผ่ามาจะให้ทำไงดีอะ "

ตัวเรา : "เอ่อ เอาไปทำน้ำมะนาวทานก็ได้ค่ะ เอ่ออ น้ำตาลไม่ต้องเยอะนะคะ!!"

คนไข้ : "แล้วพี่จะเอายาอะไรหยอดตาดี ?"

ตัวเรา : "..... ก็เอ่อ ไปเอาน้ำตาเทียมหยอดก็ได้ค่ะพี่"

 

แล้วพี่เขาก็วางสายไป พร้อมกับตัวเราที่รู้สึกกั่มกั๊มในตัวเองอย่างประหลาด.....

(กั่มกั๊ม คือ = GUMP อะค่ะ.... เป็นคำที่พูดประจำเวลากำลังบรรยายอารมณ์ตัวเองไม่ถูกว่าจะเศร้าหรือจะฮาดี)

แต่คือ ขอบอกว่า คนไข้ที่เราคอยดูแลเรื่องอาหารให้ แกน่ารักจริงๆนะคะ

 

ของแถม

จุรินทร์ ชี้น้ำหมักป้าเช็งไม่มีสรรพคุณรักษาโรค แต่มีความเป็นกรดสูง และปนเปื้อนเชื้อโรค

วันนี้ (27 มกราคม 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าผลการตรวจน้ำหมักชีวภาพ น้ำมหาบำบัดและน้ำเจียรนัยเพชร ผลิตภัณฑ์ป้าเช็ง ว่า ได้รับรายงานจากนพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ว่า น้ำหมักชีวภาพป้าเช็งที่ปรากฏเป็นข่าวในขณะนี้

จากผลการตรวจสอบน้ำ มหาบำบัดชนิดรับประทาน
ราคาขวดละ 1,000 บาท โดยเกณฑ์มาตรฐานของกรณียาสมุนไพร

1.จะต้องไม่มีเชื้อโรคปนเปื้อน และไม่มีแบคทีเรียบางชนิดปนเปื้อนอย่างเด็ดขาด ถือเป็นเกณฑ์ที่สำคัญ
> แต่ผลการวิเคราะห์พบว่า 1.มีค่าความเป็นกรดสูงมาก

2. ไม่พบตัวยา ทั้งแผนปัจจุบันและตัวยาสมุนไพรที่มีผลต่อการรักษา และ

3. พบแบคทีเรียที่เป็นอันตรายปนเปื้อนอยู่
ได้แก่ คลอสทริเดียม เพอร์ฟรินเจนส์ (Clostridium perfringens) ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้หากรับประทานเข้าไป จะส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย คล้ายอาหารเป็นพิษภายใน 48 ชั่วโมง หากปนเปื้อนในบาดแผลอาจทำให้แผลเน่าได้ ฉะนั้น น้ำมหาบำบัดถือว่ามีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ห้ามปนเปื้อนในยา เด็ดขาด

สำหรับกรณียาหยอดตา โดยมาตรฐานจะต้องมีหลักเกณฑ์คือ

1.ปราศจาก เชื้อโรค แบคทีเรีย และเชื้อรา

2.จะต้องมีค่าความเป็นกรดด่างหรือ ค่าพี เอช (pH : Potential of Hydrogen ion) ในปริมาณที่เหมาะสมคืออยู่ระหว่าง 5.5-7.6 และ

3.จะต้องมีตัวยาที่มี ประสิทธิภาพต่อการรักษาและไม่เป็นอันตราย

สำหรับน้ำเจียรนัยเพชร ที่ใช้หยอดตา ราคาขวดละ 100 บาทนั้น ผลการวิเคราะห์พบว่า

1.มีค่า ความเป็นกรดสูงเกินค่ามาตรฐานที่จะใช้หยอดตาที่อนุญาตตามกฎหมาย พบค่าพีเอช 3.15 ซึ่งเป็นกรดสูงกว่ามาตรฐาน

2.ไม่พบตัวยาที่มีผลต่อการรักษา ทั้งตัวยาแผนปัจจุบันและตัวยาสมุนไพร

3.พบเชื้อแบคทีเรีย 2 ชนิด ได้แก่
- คลอสทริเดียม เพอร์ฟรินเจนส์ (Clostridium perfringens) และ
- บาซิลลัส พูมิลุส (Bacillus pumilus) และ

4.พบ เชื้อราปนเปื้อน

ฉะนั้นหากนำไปหยอดตา ผู้เชี่ยวชาญรายงานว่าจะเหมือนนำกรดหรือน้ำส้มสายชูไปหยอดตา และมีเชื้อโรคและเชื้อราปนเปื้อนอยู่ด้วย อาจมีผลกระทบต่อกระจกตา ซึ่งหากมีแผลอยู่แล้วอาจเกิดการติดเชื้อตามมา และหากติดเชื้อรุนแรงอาจถึงขั้นตาบอดได้

นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ขั้นตอนจากนี้ไป อย. จะส่งผลการตรวจสอบที่ได้รับจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยข้อหาที่กระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งไว้ เป็นข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ พระราชบัญญัติ 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติยา
1.การผลิตและจำหน่ายโดย ไม่ได้รับอนุญาต
2.การโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต และ
3.คือการโฆษณา เกินจริง
ส่วนข้อหาที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติประกอบโรคศิลปะ มี 2 ข้อหา คือ
1. ประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้รับอนุญาต และ
2. จัดตั้งสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอย. และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป

สิ่งที่อยากเรียนเพิ่มเติมกับ ประชาชนคือ จะต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา ไม่เฉพาะกรณีนี้ แต่ในทุกกรณีของการเสพโฆษณาสินค้าที่จำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดก็ตามอย่างมี วิจารณญาณ ไม่หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อง่ายๆ โดยกระทรวงสาธารณสุข จะดูแลคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งอาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และอื่นๆ ในอำนาจหน้าที่ มุ่งเน้นการให้ความรู้ข้อเท็จจริงแก่ผู้บริโภคและประชาชน และการบังคับใช้กฎหมายในการดูแลผู้บริโภคให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและได้รับ ความเป็นธรรม ไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ประกอบการที่ไม่สุจริต กรณีป้าเช็งคิดว่าจะช่วยให้ผู้บริโภคเกิดความตระหนักมากขึ้น ในการเลือกซื้อ เลือกบริโภคสินค้าใดๆ ก็ตาม

นายจุรินทร์กล่าวต่อไปว่า หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขได้ข้อสรุปผลการวิเคราะห์ชัดเจน จะรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบผล ว่าน้ำหมักชีวภาพป้าเช็ง ไม่มีสรรพคุณทางยา และยังมีแบคทีเรีย เชื้อราปนเปื้อน มีค่าความเป็นกรดสูง โดยหลักทางการแพทย์จึงไม่น่าจะมีผลทางการรักษา ในทางตรงกันข้ามอาจทำให้เกิดโรค มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร มีอันตรายอีกด้วย และได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานีเฝ้าระวัง ในขอบเขตรับผิดชอบว่ายังมีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยา และพ.ร.บ.ประกอบโรคศิลปะหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องดำเนินการซ้ำ ถือเป็นนโยบายที่ต้องปฏิบัติชัดเจน แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการกระทำผิดซ้ำหรือไม่ ส่วนกรณีมีชาวบ้านที่จังหวัดพิษณุโลกทำน้ำหมักนั้น หากไปใช้ในการทำปุ๋ยก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่หากไปใช้ในทางรักษา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จะต้องเฝ้าระวังและทำความเข้าใจชี้แจงประชาชนว่า ไม่มีสรรพคุณทางยา

สำหรับประชาชนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ป้าเช็งไปใช้แล้ว เกิดปัญหา กระทรวงสาธารณสุข ยินดีช่วยดูแลให้และในส่วนตำรวจได้รับข้อมูลจากผู้บังคับการว่า ถ้ามีผู้ร้องเรียนเกินกว่า 10 รายขึ้นไปจะพิจารณาว่าจะดำเนินข้อหาเพิ่มเติมเช่นฉ้อโกงประชาชน ซึ่งอยู่ในดุลยพินิจของตำรวจ

นายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า กรณีน้ำหมักป้าเช็งทราบว่าทำมานาน อย.ได้ติดตามข่าวการโฆษณาทางเคเบิลทีวีและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อเริ่มติดตลาดมาก ๆ ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2552 ซึ่งอย.ได้รับรายงานมีผู้ร้องเรียนเข้ามา และรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งเมื่อทราบว่ามียาหยอดตาด้วย ก็ได้เร่งดำเนินการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยธุรกิจของป้าเช็งที่ทำมาหลายปีเป็นการทำน้ำหมักชีวภาพ มีถังหมักขนาด 200 ลิตรรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 5-6 ร้อยใบ การโฆษณาเป็นน้ำหมักชีวภาพที่ไม่ได้ใช้ในการรักษา ส่วนที่ใช้ในการรักษาจริง ๆ ทางกองยาได้เข้าไปตรวจสอบและเบื้องต้นได้สั่งระงับการโฆษณา จำหน่าย แจกจ่ายทั้งหมดแล้ว


แหล่งข่าวโดย: สำนักสารนิเทศ ผู้จัดทำ: ฝ่ายข่าวและสื่อมวลชนสัมพันธ์ กลุ่มสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข [27/ม.ค/2553]
ที่มา http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=30463

 

 

 วิชาการหลังของแถม

Fact

1) ค่าความเป็นกรดในยาหยอดตาป้าเช็ง สามารถทำให้โปรตีนในลูกนัยน์ตาเกิดการเสียหายได้ เนื่องจาก 3.15 ถือเป็นค่ากรดที่สามารถกัดกร่อนได้ ค่าความเป็นกรดด่างของยาหยอดตาที่รับได้คือ (pH 5.5-7.6)

2)  แบคทีเรียในยาหยอดตา ชนิด Clostridium perfringens เป็นแบคทีเรียที่เจริญเติบโตในภาวะไม่มีออกซิเจนและเป็นสาเหตุของการเกิดอาการอาหารเป็นพิษ และร้ายแรงที่สุดคือ ทำให้เกิดโรค Myonecrosis หรือโรคกล้ามเนื้อตาย เนื่องจากสามารถผลิตก๊าซพิษที่เรียกว่า ก๊าซแกงกรีนในร่างกายได้ และที่น่ากลัวคือ แบคทีเรียชนิดนี้เป็นแบคทีเรียที่สร้างสารพิษแบบ Exotoxin หรือขับสารพิษออกมานอกเซลล์แบคทีเรียซึ่งยังมีชีวิตอยู่ เป็นพิษกลุ่ม โปรตีน ไม่ทนความร้อน ซึ่งสารพิษกลุ่มนี้ค่อนข้างอันตรายสูงปริมาณเพียงเล็กน้อยสามารถทำให้คนถึงแก่ชีวิตได้

3) แบคทีเรียกลุ่ม  Bacillus pumilus เป็น Food poisoning หรือแบคทีเรียกลุ่มที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษกลุ่มหนึ่ง มีผู้สึกษาว่า toxic ที่สร้างจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Bacillus pumilusทนต่อความร้อนในการฆ่าเชื้อ 100องศาเซลเซียส นาน 20 นาทีได้ และปัจจุบันกำลังศึกษาในเรื่องความเป็นพิษต่อไมโตรคอนเดรียและ DNA อยู่ (Ref http://www.mitochondrial.net/showabstract.php?pmid=11518331)

4) เชื้อรายังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นกลุ่มใด อาจจะเป็นเชื้อราที่มีฤทธิ์ในการรักษาโรคก็ได้ หรืออาจจะเ็ป็นเชื้อราที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกายมนุษย์ก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเชื้อราใดๆ สิ่งที่ต้องสงสัยและควรมีการตรวจสอบคือ มีการปนเปื้อนของสารพิษ Aflatoxin เกินมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งการตรวจสอบดังกล่าวสามารถทำได้ไม่ยากนัก 

5) น้ำหมักชีวภาพเป็นจุลินทรีย์ที่ดี แต่หากไม่มีการควบคุมการปนเปื้อนของเชื้อ สิ่งทีเ่กิดอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีมากกว่าสิ่งที่ดีก็ได้ โดยเฉพาะยาหรือตำรับที่ได้รับการรับรองในการใช้กับนัยน์ตา ควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดเชื้อ (Sterile) โดยสิ้นเชิง เนื่องจากตาเป็นอวัยวะที่บอบบางต่อการติดเชื้อ

6)สารพิษในกลุ่มของ Clostidium Sppตัวอื่นๆ ทีเ่ป็นญาติพี่น้องกับของที่ตรวจเจอในยาของป้าเช็ง ได้แก่ Clostridium botulinum เป็นแบคทีเรียที่สามารถผลิต Botulinum toxin ที่เป็นพิษที่มีค่าความเป็นพิษ (LD50) สูงที่สุดในโลก

ส่วนญาติอีกตัวหนึ่งที่รู้จักกันดี ชื่อว่า Clostridium Tetanus ที่ผลิต Tetanus toxin หรือพิษจากเชื้อบาดทะยัก ที่เรารู้จักกันดี และนั่งฉีดวัคซีนกันมาตั้งแต่เด็กๆ ไงคะ 

7) สาวกของคุณป้าเช็งกรุณามาคุยโดยหลักวิชาการ ดีไม่ดี แย่ไม่แย่ และสามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากข้อมูลทั้งหลายที่เอามาให้นี่ มีแหล่งข้อมูลตรวจสอบได้แน่นอนทางวิชาการ ถึงความอันตรายกับเชื้อต่างๆทีทาง อย. ได้ตรวจสอบมาตรฐานมา สามารถตรวจสอบได้ทั้งสิ้น

8) ไม่เอาไม้หน้าสาม แต่ถ้าไม้่สักถูกกฎหมายรับไม่อั้น เพราะกำลังอยากได้ตู้เก็บหนังสือใหม่

9) เผอิญจบ Toxicology มา... อยากมาคุยกันเรื่องพิษหรือค่ามาตรฐานสารพิษก็ได้นะคะ เปิดรับความเห็นที่ "มีผลวิจัยเด่นชัดตรงตามมาตรฐานอาหารและยา" ค่ะ

10) แนะนำว่า ถ้าป้าเช็งอยากทำจริงๆ ก็ช่วยควบคุมการปนเปื้อนของเชื้อให้มากกว่านี้ จ้างเภสัชกรที่มีความรู้มาผลิตเป็นล่ำเป็นสันเถอะค่ะ ไอ้ EMของแพงๆของป้านะค่ะ จะมาบอกว่า อนุมูลอิสระหรืออะไรๆ ที่มีอยู่ในไหหมัก 10 ปี ไม่เหลือหรอแล้วค่ะ นึกสภาพเล่นๆ นะคะ ไวน์หมักนานๆ ยังเป็นน้ำส้มสายชูได้  หรือเหล้าถ้าใส่เชื้อผิดตัว หรือมีเชื้อปนเปื้อนลงไปยังเสียทั้งถัง  การหมักผลิตภัณฑ์มาใช้เป็นยารักษาโรค จะต้องได้รับการดูแลควบคุมให้ได้มาตรฐานค่ะ

 

 

 

Credits : http://mor-maew.exteen.com จากหมอแมวค่ะ

 

edit @ 30 Jan 2010 01:45:08 by RayOn