2010/Feb/01

เคยเห็นในสังคมไหมคะ??

หลายครั้งกรณีถกเถียงบางอย่าง ต้องจบลงด้วยความเชื่อของแต่ละฝั่ง

ซึ่งหลายครั้งชนวนของการตัดสินใจของแต่ละฝ่ายมักจะยกมาอ้างกัน หรือยกเป็นเหตุเป็นผลของเขาในการตัดสินใจเลือกข้าง หรือเลือกความเชื่อนั้นๆ คือ ข้อมูล (หรือ Information) ประมาณว่า "เอ็งรู้ แต่ข้าไม่รู้" หรือ "ข้าไม่รู้ แต่เอ็งรู้"

นั่นคือ สิ่งที่เราทุกคนมักจะใช้ในการเลือก มันคือ "ความเชื่อ" ว่ามันจะเป็นแบบนั้น มันจะเป็นแบบนี้ 

กล่าวคือ หลายครั้ง เราเลือก "เพราะเราเชื่อ" ว่ามันคือสิ่งที่ดีแล้ว ชอบแล้ว เราตัดสินใจถูกแล้ว

  วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อ

เพราะความเชื่อเป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยของปัจเจกบุคคล กล่าวคือ มันแล้วแต่ละคนจะคิดจะเชื่อ ทำให้วิทยาศาสตร์เชื่อในสิ่งที่ "พิสูจน์" ได้  ไม่ใช่เชื่อว่า "มันดี" แต่มันต้อง "พิสูจน์ได้แล้วว่ามันเป็นแบบนี้ อย่างจริงแท้ แน่นอน" 

เพราะอย่างนั้นนักวิทยาศาสตร์พันธุ์แท้(พวกนักวิจัย นักทดลองที่อยู่ในห้องแลป) และนักวิทยาศาสตร์เชิงปฏิบัติ (พวกที่นำวิทยาศาสตร์ไปใช้ เช่น วิศวะกร, แพทย์, เภสัชกร,นักธรณีวิทยา) จะต้องทำการทดลอง หรือ "ใช้วัสดุ หรือทฤษฎีที่ได้จากการทดลองมาอ้างอิง" ในการทำงานต่างๆ เช่น หมอก็รักษาคนไข้ด้วยยา หรือด้วยหลักที่มีการพิสูจน์ในวารสารแล้วว่าทำให้คนไข้ดีขึ้นได้จริง, วิศวะก็ต้องมีห้องทดสอบความทนทานของวัสดุว่า เออ ความหนาแน่น ทนทานมันมีเท่าไหร่

ทุกอย่างชี้ค่าเป็นสถิติ เพราะไม่มีสิ่งใด 100% สมบูรณ์แบบ แต่เราใช้สถิติเพื่อ "เลือก" ค่าการทดสอบที่ดีที่สุดเพื่อใช้ชี้วัดและเปรียบเทียบชิ้นงาน

ก็เพราะ "ความเชื่อ" มัน Bias ตามคน เลยต้องมี "มาตรฐาน" การชี้วัดเพื่อนำมาใช้

 

  Blind Test & GT200

Blind test หรือ Blind Experiment ที่คนออกมาเรียกร้องให้ทำการทดสอบช่วงนี้เป็นการ "ทดสอบทางวิทยาศาสตร์" โดยพยายามตัด Bias ของมนุษย์ออกไปให้มากที่สุด นั่นคือพยายามตัดสิ่งที่เรียกว่า "Placebo Effect" หรือไอ้สิ่งที่คิดไปเองของมนุษย์นั่นแล 

โดยการเน้นให้ ผู้ทดสอบ ทำการทดสอบไปแบบมั่วๆถัวๆ ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตรวจสิ่งแท้ สิ่งเทียม สิ่งจริง รู้แต่ว่ากำลัง ตรวจสอบอยู่ แค่นั้นเอง และแน่นอนว่า ถือเป็นการทดสอบหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบทางยา (ซึ่งใช้กันบ่อย) การทดสอบเครื่องมือ รวมถึงการทดสอบโรคจิต และการทดสอบทางนิติไสยศาสตร์  เอ๊ยยย ไม่ใช่ นิติวิทยาศาสตร์ด้วย

ตัวอย่างการทดสอบ Blind test ที่ชอบนำมาใช้

ทางการแพทย์ 

จะใช้การทดสอบ Double-blinding ในการสังเกตุเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องยา โดยการให้ผู้ป่วยทานยาหน้าตาเหมือนเกันเด๊ะทุกอย่าง แต่ไม่บอกว่า มันเป็นยาจริง หรือยาเทียม (เพื่อป้องกันเรื่อง placebo effect หรือไอ้ภาวะคิดไปเอง) ผู้ป่วยทุกคนที่ร่วมทดสอบ จะได้รับ ที่แม้กระทั่งผู้จ่ายยาก็ยังไม่รู้ว่า ยาที่ให้ผู้ป่วยคนนี้เป็นยาจริง หรือยาหลอก คนที่ทราบว่าผู้ป่วยได้ยาเม็ดจริงๆ หรือปลอม คือคนที่จัดยาห้ ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่ง และคนนั้นก็จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับผู้แจกยา หรืออาสาสมัครที่ได้ยาเลย (ก็เพื่อป้องกันการ Bias ในระบบนั่นเอง)

แล้วก็เ็ก็บผลของฤทธิ์ยาไป ตรวจสอบ ชะละล้า ~


ในทางนิติไสย... เอ๊ยย นิติวิทยาศาสตร์

เมื่อพบที่เกิดเหตุ ตำรวจจะล้อมกรอบไม่ให้ชาวบ้านเข้า แล้วก็นั่งถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุทั้บหมดอย่างครอบคลุม และใช้ระบบ Single-Blind test กับพยานที่เห็นที่เกิดเหตุ โดยซักๆ ไปเรื่อยๆ แบบในห้องสอบสวน นั่นแหละว่าอะไรอยู่ตรงไหน สภาพศพที่เจอ หรือสภาพที่เกิดเหตุเป็นยังไง ในบางกรณีจะต้องทำการจำลองสถานที่เกิดเหตุโดยอาศัยแค่หลักฐานหรือรูปภาพที่เกิดมาจัดฉาก (แบบที่ CSI ทำยังไง นั่นแหละ Blind test)


  จนถึงตอนนี้ ไม่ว่ากรณี GT 200 จะออกมาเป็นยังไง หัวหรือก้อย หมู่หรือจ่า มันใช้งานได้กี่ % กันแน่ ยังไม่มีการตรวจสอบจนถึงระดับ Blind test ไม่ว่าจะจากผู้ผลิต หรือผู้ใ้ช้งาน หรือจนกระทั่งผู้เลือกใช้ 

ทุกคนตัดสินตาม "ความเชื่อ" ของตัวเองทั้งนั้น  ทั้งๆที่เครื่องมือดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือที่ส่งผลต่อชีวิตเจ้าหน้าที่ ที่ใช้งานในเครื่องนี้ (ขนาดยา ยังต้องทำ blind test แต่เจ้าเครือ่งมือนี้ยังไม่ทำ blind test.. ไม่มีผลทดสอบ.. โอ๊ว มายก๊อด นี่การตรวจสอบ รับของเราไม่ได้เช็คเลยจริงๆรึ?) 

อนึ่ง

* การสาธิตวิธีใช้เครื่อง ไม่นับว่าเป็น Blind test เพราะเห็นเป๊ะๆ อยู่แล้วว่าเออ ระเบิดอยู่ตรงนั้น คนชี้ก็เห็น ทำทำข่าวก็เห็น

 ** การทำ Blind Test จะต้องมีผู้รู้ข้อมูลของระบบ ว่าทำอะไรไว้ตรงจุดไหนอยู่ 1 คน ซึ่งคนๆนั้นจะไม่ได้มายุ่งเกี่ยวเลยในการทดลองหรือทดสอบ ดังนั้น หากจะไปทำ Blind test ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้.. เพราะสถานที่จริงระเบิดเยอะดี  เราคงจะต้องจับตัวผู้วางระเบิดมาก่อน แล้วก็มารีดให้ได้ว่า วางระเบิดตรงจุดไหนบ้าง เพื่อควบคุมปัจจัยของการทดสอบแบบ Blind test ให้ครบสมบูรณ์

เพราะงั้น แทนที่จะเอาสถานที่จริง เอาชีวิตผู้ทดสอบไปเสี่ยง  ทำภายในสถานที่ทดสอบน่าจะดีกว่านะคะ...

แหม มันคงยุ่งวุ่นวานเนอะ 

ก็วิทยาศาสตร์ เป็น Fact ( ข้อเท็จจริง) ไม่ใช่ Fake ( เรื่องตอแหล)นี่คะ  ข้อเท็จจริงก็ต้องพิสูจน์ได้เสมอ ไม่ใช่ของที่พิสูจน์ไม่ได้นี่นา จริงไหม ?

 นักวิทยาศาสตร์ ยืนยันผลการทดสอบด้วย ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ ใครๆ เขาก็ใช้

ก็แหม เป็นนักวิทยาศาสตร์ อย่าใช้อารมณ์สิคะ!!!

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet


ก็แหม เป็นนักวิทยาศาสตร์ อย่าใช้อารมณ์สิคะ!!!
#4 by cg At 2010-02-01 10:26,
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
Couldn't have said it better. :)
#3 by = HIMA = At 2010-02-01 10:24,
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
เทพมังกรจงออกมา~ ฟิ้ว~question
#2 by Ellebazi At 2010-02-01 01:50,
ประเดิมก่อนเลยรึ question
#1 by Ellebazi At 2010-02-01 01:38,